Sk8tizen คณะราษเก็ต ที่อยากให้สเก็ตบอร์ด เป็นกิจกรรมที่ทุกคนแสดงออกได้อย่างเสรี

การออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองของ คณะราษเก็ต และ เยาวชนกลุ่มหนึ่ง ที่ไม่อาจทนต่อการบริหารประเทศและแก้ไขปัญหาในภาคส่วนต่าง ๆ ที่ล้มเหลว รวมถึงใช้อำนาจในการริดรอนสิทธิ และเสรีภาพของประชาชน ของรัฐบาลชุดนี้ที่ก็มาจากการเลือกตั้งที่ไม่โปร่งใสมาเป็นเวลากว่า 6 ปี กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้ใหญ่หลาย ๆ คนที่รู้สึกไม่ต่างกันนัก กล้าที่จะออกมาป่าวประกาศว่าจะไม่ทนต่อเผด็จการปิดหูปิดตาประชาชนอีกต่อไป

การชุมนุมที่เกิดขึ้นตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา และการถีบเพดานที่เคยจำกัดสิทธิในการแสดงความคิดเห็น จึงกลายเป็นภาพแห่งความหวังที่ผู้ใหญ่หลายคนไม่คาดคิดว่าจะได้เห็นในช่วงเวลาที่มืดมนแบบนี้ เพราะตั้งแต่จำความได้ ผู้ที่แสดงท่าทีต่อต้าน หากถูกทำให้กลัวแล้วแต่ยังไม่หยุด พวกเขาจะถูกบังคับให้สูญหาย แต่ผู้ที่ใช้อำนาจมิชอบเหล่านั้นคงลืมไปแล้วว่า ดอกไม้แห่งประชาธิปไตยเหล่านี้ ยิ่งเด็ดเท่าไหร่ ก็จะยิ่งเบ่งบานอย่างงดงาม

นักกิจกรรม และคนทำงานหลากหลายสายอาชีพ ออกมาให้การสนับสนุนเยาวชนมากขึ้นเรื่อย ๆ จากเยาวชนปลดแอกกลายเป็นประชาชนปลดแอกและล่าสุดก็ได้หยิบยืมชื่อคณะราษฎรจากในอดีตมาเรียกกลุ่มคนที่เชื่อในพลังประชาชนเรียกร้องในประเด็นต่างๆที่พวกเขาถูกจำกัดหรือไม่เคยได้รับทั้งที่สมควรจะได้และชี้ให้เห็นปัญหาที่เกิดขึ้นในบริบทสังคมย่อยของตนเองที่บางคนก็อาจไม่เคยได้รับรู้

Nifty จึงขอแนะนำให้รู้จัก คุณเชน ตัวแทนจากหนึ่งในหลายกลุ่มที่ออกมาร่วมประท้วง โดยกลุ่มนี้เลือกใช้สเก็ตบอร์ดเพื่อเป็นสัญลักษณ์ที่จะเน้นย้ำว่า ทุกคนมีเสรีภาพในการแสดงออก พวกเขาคือ ‘คณะราษเก็ต Sk8tizen

Sk8tizen คณะราษเก็ต โชว์ลวดลายสักหน่อย

จุดเริ่มต้นของ คณะราษเก็ต 

มันเกิดจากพี่ทำร้านสเกตบอร์ดชื่อ Rize-Style Skateboard แล้วเราเชื่อว่าเทรนด์ของธุรกิจในอนาคต จะไม่สามารถทำตัว ignorant ได้อีกต่อไป แต่ละแบรนด์ควรมีจุดยืนทางสังคมและการเมืองด้วย

คือหลายแบรนด์ก็มีจุดยืนทางสิทธิสัตว์ สิ่งแวดล้อม อย่างการไม่ใช้หนังสัตว์ ทดลองกับสัตว์แล้ว กลายเป็นว่าความคิดที่ว่าธุรกิจไม่เกี่ยวกับประเด็นทางการเมืองและสังคม มันเป็นมายาคติ  อย่าง Nike ก็มีจุดยืนทางการเมืองเรื่อง #BlackLivesMatter เราเลยกำหนดว่าร้านเราจะมีจุดยืนชัดเจน ที่เราจะอยู่ข้างเสรีภาพทางการแสดงออก

พอเราชัดเจนในตัวเองแบบนี้แล้ว เราอยากมีสินค้าเพื่อตอบสนองจุดยืนของเราตรงนี้ต่อไป คือจะทำลายสเก็ตบอร์ดที่บันทึกการเมือง การเคลื่อนไหวทางสังคมในช่วงเวลานั้น ๆ พอเกิดการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย เราอยากจัดกิจกรรมให้เด็กสเก็ตที่เห็นด้วยกับผู้ชุมนุมได้มาแสดงออก เรามองว่าสเก็ตบอร์ดเป็น street subculture เป็นฐานของศิลปะในการแสดงออกบางอย่าง ทั้งลวดลายบนบอร์ด ทั้งการ perform ก็เลยคิดแคมเปญไถ หน้า ตู่ขึ้น

เรามองว่าไถ หน้า ตู่เป็นพื้นที่ระบายความรู้สึกที่มีต่อการบริหารบ้านเมืองที่ล้มเหลวภายใต้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา และความอยุติธรรมทางสังคม ที่เป็นผลจากองคาภยพทั้งหมดของรัฐบาล คสช. เลยใช้สัญลักษณ์เป็นไวนิลหน้าลุงตู่ เราเลยดีลกับกลุ่มศิลปินปลดแอก (FreeArts)’ ว่าจะไปออกบูธวันที่ 14-16 ตุลาคม ยาว 3 วัน วันแรกจะให้เด็กสเก็ตที่ไม่พอใจรัฐบาล ได้มาไถบอร์ดบนหน้าตู่ เล่นทริคบนหน้าตู่ แล้วแต่ที่ตัวเองอยากจะทำ แล้วก็เชิญชวนให้คนที่ไม่เคยเล่นสเก็ตมาก่อน ได้มาเห็นว่ามันใช้เป็นเครื่องมือในการแสดงออกอย่างนึงได้

ตามแผนเดิมของเรา ในวันสุดท้ายจะเอาสีราดบนแผ่นไวนิลแผ่นนั้น แล้วให้เด็กสเก็ตไถทับสี ให้เกิดรอยล้อพาดไปตามหน้าของตู่ เพื่อให้ออกมาเป็นชิ้นงานศิลปะเป็นรูปธรรมที่แสดงถึงความรู้สึกที่มีต่อประยุทธ โดยยืนบนพื้นฐานที่ว่า ถึงทำแบบนี้ เราก็จะไม่ทำร้ายใคร ไม่ใช้ความรุนแรงต่อบุคคล หรือสถานที่อื่น เราจะแสดงออกทางทรัพย์สินของเราเท่านั้น

แต่ปัญหาก็เกิดขึ้นคือการชุมนุมโดนสลาย ทุกอย่างที่วางแผนไว้ล่มหมด งานศิลปะชิ้นนั้นไม่เกิดขึ้นเพราะ set up ไม่ได้ ทั้งที่เราควรมีม็อบปักหลักได้ แต่เนื่องจากรัฐบาลไม่แฟร์เรื่องสิทธิตามรัฐธรรมนูญในการชุมนุม ทำให้เราต้องเป็นแฟลชม็อบเคลื่อนขบวน ต้องมีลูกล่อลูกชน เราเลยกลายเป็นหม้อแกงเทโพสนุกสนาน (หัวเราะ)

ในทางกลับกัน กลายเป็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นวันนั้นคือเด็กสเก็ตจากหลาย ๆ ที่ ที่เชื่อแบบเดียวกับเราก็มารวมตัวกันหลวม ๆ แล้วก็มีคุณเหนี่ยว (NEOW) ที่เป็นศิลปินสตรีทอาร์ต เคยพูดไว้ตั้งแต่วันที่ 12 แล้วว่ากิจกรรมนี้น่าสนใจ ถ้าไปรวมตัวกันก็น่าจะเรียกว่าคณะราษเก็ตเราเองก็ยังไม่กล้าเอามาใช้ แต่พอมีนักข่าวมาสัมภาษณ์ ถามว่าชื่อกลุ่มอะไร คุณเหนี่ยวก็ตะโกนเลยใช้เลยคณะราษเก็ตนี้เลยเกิดขึ้นมาเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2020

คณะราษเก็ต

แต่กรณี #BlackLivesMatter มีหลายแบรนด์ที่สนับสนุนกลับถูกมองว่าใช้เป็นการตลาด?

พี่ก็คิดนิดนึง ในความเป็นจริงมันเพิ่มยอดขาย แล้วก็ลดยอดขายไปในตัวของมันด้วย จริง ๆ มันแฟร์กับลูกค้ามากกว่าด้วยซ้ำ เขามีสิทธิ์รู้ว่าแบรนด์เรามีจุดยืนยังไง แล้วจะเลือกซื้อไหม ลองเทียบกันดูว่าบางแบรนด์ไม่มีจุดยืนทางการเมือง แต่ในการทำงานของเขาใช้แรงงานเด็ก แต่ลูกค้าอาจจะไม่เคยรู้ เพราะถ้ารู้ว่ามีแรงงานเด็กเขาก็จะไม่ซื้อไง หรือการมี fast fashion ทั้งที่รู้ว่าทำลายสิ่งแวดล้อม แต่ยังทำธุรกิจบนกลยุทธการตลาดแบบนี้ แสดงว่าก็มีจุดยืนบางอย่างอยู่แล้ว ดังนั้นถ้าบอกว่าการมีจุดยืนในประเด็นสังคมเป็นการเกาะกระแสเพิ่มยอดขาย การไม่มีจุดยืนก็เป็นการเพิ่มยอดเหมือนกัน เพราะเขาปิดบังจุดยืน ในทางปฏิบัติเราไม่สามารถแยกการเมืองออกจากทุกอย่างในโลกนี้ได้ด้วยซ้ำ

อีกอย่างรู้สึกว่า สุดท้ายแล้ว ถ้าเราแค่โหนเสรีภาพ โหนคนดำ โหน LGBTQ+ วันนึงมันจะแดงออกมาเองถ้าเราไม่ได้ซัพพอร์ตเขาจริง แต่ถ้าเราชัดเจนจริง ๆ ยังไงคนก็รู้ ก็ให้ลูกค้า ให้สังคมเป็นคนตัดสิน เพราะตัวแบรนด์จะพิสูจน์เองว่าเรา real หรือเปล่า

ในทีมมีใครบ้าง

จากร้าน Rize ก็ช่วยกัน มีพี่ แล้วก็หุ้นส่วนชื่อพี่เนค อยู่ชัยนาท มีเด็กสเก็ตที่เก่งมาก ๆ ชื่อแมน มาจากสุพรรณ แล้วก็เพื่อน ๆ ไม่ประสงค์ออกนามอีก 2-3 คน

แต่พอมาเกิดคณะราษเก็ต ก็พยายามประสานให้ทั้งเหนี่ยว และอเล็กซ์ (High Thailand) มาช่วย จริง ๆ เราอยู่ชัยนาท โปรเจกต์ที่ทำอยู่ก็เยอะ อยากให้น้อง ๆ เด็ก ๆ มาจัดกันเองได้เลย ไม่ต้องรอเรา

ทำไมถึงคิดว่าสเก็ตบอร์ดจะกลายเป็น movement ทางสังคมได้

พี่เชื่อว่าเป็นได้ เพราะ subculture ต่าง ๆ street, punk, hiphop มันมีรากมาจากการถูกกดทับ ถูกกีดกันทางสังคมอยู่แล้ว คนที่ชอบอะไรพวกนี้ก็รู้สึกโดนกีดกันจากวัฒนธรรมอำนาจนิยมในสังคม มันบีบคั้นบางอย่างจนเราอยากแสดงออกว่าเราไม่โอเค พี่ว่าตรงนี้มันเป็นการเยียวยาเราจากความอึดอัดที่มีต่อ authority ทั้งโดนมาจากในโรงเรียน ครอบครัว ที่ทำงาน สังคมต่าง ๆ ก็รู้สึกว่ามันน่าจะทำหน้าที่นี้ในการแสดงออกทางการเมือง ได้ระบายสิ่งที่คับข้องใจ แต่ยังไงต้องอยู่ในฐานของการไม่ละเมิดผู้อื่น ไม่ใช่ไปทำให้คนอื่นเดือดร้อน

Sk8tizen คณะราษเก็ต 4

ตอนออกมาทีแรกกลัวไหม

กลัวเว่ย แต่เรากลัวน้อยกว่าเดิมมากเลย ตอนนี้เรากลัวมากกว่าที่จะกลับไปขี้ขลาดเหมือนเดิม และการออกมาต่อสู้ของรุ่นใหม่ อย่างรุ้ง ไมค์ อานนท์ เพนกวิน เนติวิทย์ มันให้แรงบันดาลใจเรามาก

เราสนใจสังคมการเมืองอยู่แล้ว เราเข้าเรียนนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ด้วยเหตุผลนี้ด้วยซ้ำ เพราะเชื่อว่าสังคมที่มีประชาธิปไตยควรหาทางออกได้ด้วยเหตุผล เสรีภาพการแสดงความเห็น และยืนข้างนี้มาตลอด เราก็เลยออกมาแสดงอยู่เรื่อย ๆ อย่างออกไปไล่ทักษิณ เพราะตอนนั้นมีเรื่องปิดกั้นสื่อ จำกัดเสรีภาพในการแสดงออกของเรา

พอมาถึงจุดนึง หลายคนเลิกเป็นพันธมิตร ฯ เพราะเหตุการณ์ยึดสนามบิน เพราะทำลายเศรษฐกิจ แต่เราเลิกเป็นเพราะภาพที่เราเห็นวันนั้นมันสะท้อนภาพ 6 ตุลา คือการ์ดพันธมิตรชูรูปสถาบันแล้วใช้อาวุธมีดไปทำร้ายวินมอเตอร์ไซค์ที่ไปขัดขวางไม่ให้เขาไปถึงสนามบิน ม็อบไม่ควรชนม็อบเพราะจะเกิดความรุนแรง แต่พอชนแล้วทั้งคู่ควรยึดสันติวิธีเท่าที่ทำได้ แต่อันนี้มันไม่โอเคมาก ๆ เราเลยคิดว่าการที่เรายืนข้างเสรีภาพการแสดงความเห็น ทำให้เห็นว่ามีบางอย่างริดรอนเสรีภาพมากกว่าระบอบทักษิณเสียอีก

เราเลยไปศึกษาเรื่องนี้เพิ่มแล้วค่อย ๆ เปลี่ยนฝั่ง เพราะทักษิณไม่ใช่แกนกลางปัญหาแล้ว มันมีปัญหาที่ใหญ่กว่านั้น เรื่องของเรื่องคือพอเราคิดแบบนี้มันน่ากลัวมาก เพราะเราอยู่ในสังคมที่ไม่อนุญาตให้เราคิด แสดงจุดยืนในเรื่องนี้ ทั้งในเชิงวัฒนธรรมหรือทางกฎหมาย มันมีแรงกดดันว่าถ้าเราพูดแบบนี้ออกไปเราจะถูกแขวนเสียบประจาน บูชายันในทุกด้าน เราอาจจะถูกทำร้ายจริง ๆ ทางร่างกาย อาจจะถูกแบนจนทำธุรกิจ ถูกไล่ออกจากงาน อาจถูกดำเนินกฎหมายโดยไม่ชอบธรรม ซึ่งมีคนโดนมาแล้ว คดีนี้ใครจะโดนฟ้องก็ได้เพราะทุกคนเป็นผู้เสียหาย ทั้งที่เราไม่ได้ละเมิดเขาอะไรเลย แล้วเราจะไม่ได้รับสิทธิในการประกันตัว เราจะโดนขังไปเรื่อย ๆ โดยกระบวนการยุติธรรมจะดำเนินไปอย่างช้า ๆ มันน่ากลัวมากนะ

สังคมน่ากลัวสำหรับพี่ ทั้งในภาพที่เกิดขึ้นใน 6 ตุลา สิ่งที่เกิดขึ้นอย่างการดำเนินคดีอากง คนโดน 112 โดนลี้ภัยทางการเมือง และประสบการณ์ตรงที่โดนคนใกล้ชิดเราเสียบประจานเราในเฟซบุ๊ก ยังมีความเครียดในการเป็นตัวตนของเรา ทำให้เราทำงานในสภาพสังคมสลิ่มกับราชการไม่ไหว ไหนจะเรื่องสุขภาพลูก เราเลยตัดสินใจจะเป็นพ่อฟูลไทม์ เรากลัวขนาดต้องปิดเฟซ ออกจากกลุ่มทางการเมืองในเฟซ ไม่แสดงความเห็นทางการเมืองเลย แล้วเก็บความอึดอัดเอาไว้ แรงกดดันมาจากทุกด้านทำให้วิตกกังวลจนต้องไปหาจิตแพทย์

สภาพสังคมก่อนนี้น่ากลัวกว่าตอนนี้มากกับการที่เราพูดอะไรไม่ได้เลย สลิ่ม คุณไม่รู้หรอกว่าคุณสร้างสังคมที่กดทับเรามาก ทำให้กลัว เครียด กังวลมากแค่ไหน ในช่วงที่ผ่านมาเราไม่สามารถเป็นตัวของตัวเองได้ เรากอบกู้ตัวเองได้โดยจิตแพทย์ ด้วยยา ที่สำคัญคือด้วยการเล่นสเก็ตบอร์ด มันมีรากมาจากการ speak out แล้วก็เป็นการ practice ความกล้าหาญ ความล้มเหลว เพราะเล่นสเก็ตนี่ต้องล้มชิบหายวายป่วง จนทำให้เราเข้าใจว่าการล้ม มันไม่เป็นไร ถ้าเราพลาด เราก็ลุกได้ แต่กับ 112 ถ้าเราพลาดนิดเดียว ชีวิตพินาศ

Sk8tizen คณะราษเก็ต 5

พอเห็นคนมาร่วมไถสเก็ตด้วยเยอะขึ้นทุกครั้งรู้สึกยังไง

ตอนแรกเราก็กังวลที่จะมีคนมองว่าเป็นมาร์เกตติ้ง หรือแค่โหนหรือเปล่า แล้วจะมีประเด็นเรื่องกีฬาสเก็ตบอร์ดกำลังจะได้รับการยอมรับแล้วนะ ทำแบบนี้ผู้ใหญ่จะมองเราไม่ดีหรือเปล่า มันมีข้อมูลทำให้เรางงหลายเรื่อง แต่เอาจริงเราไม่ได้เป็นคนริเริ่มด้วยนะ คือเพิ่งมาเจอว่า ก่อนหน้านี้ในช่วงคาบเกี่ยวกัน มีกลุ่ม SLiDE เขาออกมาทำวิดิโอสเก็ตที่ใช้เพลงประเทศกูมีเอาไปใช้ชุมนุมประท้วงที่ขอนแก่นก่อนเราอีก แล้วก็เพิ่งรู้ว่าแบรนด์ชื่อย่อตัว S เขาทำแผ่นชูสามนิ้วมาก่อนด้วย แต่ไม่ได้โปรโมตมาก เพราะเขามีเงื่อนไขบางอย่างที่ออกตัวแรงไม่ได้ แล้วก็มีแบรนด์ที่ทำติดเทปรุ่นหน้าลุงตู่ อันนี้เราก็โทรไปคุยกับเขาว่าเขาออกตัวแค่ไหน มีความหมายยังไง เขาก็พูดกลาง ๆ ทำให้เห็นว่าเด็กสเก็ตกลุ่มอื่น ๆ ก็อึดอัด อยากแสดงออกอยู่แล้ว เพราะเราต่างถูกบีบมาเหมือนกัน จากเรื่องเดียวกัน ก็รู้สึกดีใจมากที่หลายคนเชื่อเหมือนกัน และใช้ตรงนี้เป็นการแสดงออก

แผ่นสเก็ตบอร์ดของเชนทำเป็นรูปอะไร

ไอเดียที่อยากจะทำเยอะมาก แต่ไปเจอ #savethaidemocracy ตอนต้นปี คือศิลปิน คนวาดรูป ที่อาจจะไม่ได้มืออาชีพ ใช้แฮชแท็กนี้บนทวิตเตอร์ แล้วต่างคนต่างวาดของตัวเอง แคมเปญนี้ให้แรงบันดาลใจเรื่องการทำแบรนด์ ตอนแรกเราไม่ได้จะทำแบรนด์นี้ด้วยซ้ำ เพราะวงการสเก็ตไทย ทุกคนอยากทำแบรนด์ แต่ตลาดเราไม่ได้ใหญ่ขนาดนั้น ทุกคนที่เคยเป็นเพื่อนกัน พอทำธุรกิจก็กลายเป็นการแข่งขันเชิงธุรกิจโดยปริยาย เลยเลี่ยงการทำแผ่น เราเล่นสเก็ตห่วยด้วย เราไม่อยากเป็นศัตรูกับใคร เพราะถือทุกคนเป็นรุ่นพี่ที่เราให้การนับถือ ก็มีเลยแนวคิด support your local มาแก้ตรงนี้

เผด็จการต้องจบที่รุ่นเรา ลายบน Deck

กลับมาที่แคมเปญ #savethaidemocracy มันทำให้เราอยากมีเดคเป็นลายสามนิ้วมาก ๆ เพราะอาตเวิร์คในทวิตเตอร์ทุกคนทำสวย คนอื่นจะทำเสื้อกัน แต่เราไม่คิดเสื้อ เพราะสิ่งที่เรายึดมั่น และเยียวยาเราจากการเมือง คือสเก็ตบอร์ด แล้วก็ไม่รู้ว่าแบรนด์ S เขาทำ 3 นิ้วอยู่แล้ว แผ่นเดคหน้าลุงตู่ก็ยังไม่ออก เราเลยไปเลือกร้านที่ตัวเองชอบที่สุด แล้วขอภาพศิลปินมาสองลายเพื่อทำเดคเล่นเอง พอเล่น ๆ ไป น้องเนคที่เล่นด้วยกันก็คิดว่ามันได้อะพี่คนเคลื่อนไหวทางการเมืองก็บอกว่าถ้าได้ไปชูในม็อบน่าจะสะใจ เลยมานั่งว่าเราจะทำแบรนด์สเกตที่เป็น political เราต้องแสดงจุดยืน จะไม่เป็นศัตรูทางการค้ากับใคร เพราะเรามีศัตรูทางการเมืองชัดเจนแล้ว (หัวเราะ) เรามีเผด็จการเป็นศัตรู

deck หมุดคณะราษ  สเก็ตบอร์ด เผด็จการต้องจบที่รุ่นเรา

เห็นว่ามีการเรียกร้องเรื่องทางเท้าด้วย

คณะราษเก็ตที่เราออกมาทีแรกไม่ได้ concern เรื่องฟุตบาทขนาดนั้น แต่คนอื่น ๆ ที่พอมารวมตัวกันแล้วเขาพูดถึง ในความรู้สึกพี่ พี่อินเรื่องวีลแชร์ สิ่งที่รับรู้อย่างนึงตอนเริ่มเล่นสเก็ตบอร์ดใหม่ ๆ แล้วรู้สึกว่าสนใจมาก คือสเกตบอร์ดที่ถูกทิ้งหลาย ๆ อัน กลายเป็นวีลแชร์อันแรกของคนพิการที่เขาไม่มีเงินซื้อ อันนี้พี่ขนลุกเลยนะ คือ ตอนนั้นไม่มีรัฐสวัสดิการพอที่จะจัดซื้อให้คนพิการที่ด้อยโอกาส คนพิการรุ่นก่อน ๆ ที่เขาเข้าถึงวีลแชร์ไม่ได้ เขาใช้สเกตบอร์ดที่ได้รับบริจาคมาในการเดินทาง การซื้อกับข้าว ตอนนี้มีกระทรวงพัฒนาสังคม คนพิการก็น่าจะเข้าถึงวีลแชร์เยอะแล้ว แต่ก็ทำให้พี่เชื่อมโยงว่า ฟุตบาทที่เล่นสเก็ตบอร์ดไม่ได้มันอาจเป็นประเด็นเล็ก ๆ เพราะมันไม่ใช่แค่เล่นไม่ได้ แค่เดินยังไม่สะดวกเลย แล้ววีลแชร์จะทำยังไง คนพิการต่างจังหวัดยิ่งไม่รอด ตรงนี้สะท้อนให้เห็นความไม่ใส่ใจของภาครัฐ ชนชั้นปกครองที่ทำหน้าที่ทำฟุตบาทและถนน เขาไม่ได้สนใจเรื่องการใช้งานจริง ๆ การดีไซน์ไม่เป็นมิตรกับใครทั้งสิ้น หรือถ้าทางเดินกว้างแล้ว ก็จะเจอกับระเบิด ท่อระบายน้ำ ตะแกรงแบบไหนที่วีลแชร์ไม่ติด เพราะมันมีล้อเล็ก ลีบของมันอยู่ ใครคิดเรื่องนี้ไหม หรือฝาท่อที่มีรูสองรู สรุปมันควรเปิดหรือปิดรูไว้ แต่พี่เห็นมันถูกอุดด้วยขยะของคนเดินถนน หรือจริง ๆ อุดด้วยวัตถุประวงค์บางอย่าง เพราบางที่มันดูอุดเป็นะรเบียบมาก มันไม่มีข้อตกลงร่วมกันหรอว่าท่อ หรือฟุตบาทของประเทศนี้ มันต้องมีมาตรฐานยังไง

งั้นการเล่นสเก็ตบนฟุตบาท จะทำได้หรือไม่ก็อีกเรื่อง มันต้องให้ใช้เดินได้ วีลแชร์ต้องได้ คนตาบอดต้องได้ก่อน แล้วมอเตอร์ไซค์ สเก็ตบอร์ด จักรยาน จะลงไปถนนไหม หรือบางส่วนจะอยู่บนทางเท้า หรือจะมี buffer ระหว่างทางเท้ากับถนนไหม ค่อยว่ากัน เหมือนเรื่องประชาธิปไตย ถ้าเรายังไม่ได้สิทธิพื้นฐานก่อน แล้วไปพูดเรื่องซับซ้อนกว่านี้ ก็เท่านั้น ตอนนี้พยายามรณรงค์จัดการเรื่องมอเตอร์ไซค์ไม่ให้ขึ้นฟุตบาท แต่ฟุตบาทปกติก็เดินไม่ได้แล้ว (หัวเราะ)

กรุงเทพ ฯ เนี่ย สำหรับพี่หนักเลยนะ ห้าแยกลาดพร้าว วิภาวดี ชิบหายมาก เราขับรถ เรายังงงเลยว่าสะพานนี้ทำยังไง อยากรู้ว่าสถานที่ที่เราจะไปอยู่ทางขวา แต่มีสะพานยัวเยี้ยไปหมด แล้วเราจะขึ้นสะพานไหนเพื่อไปทางขวาวะ แล้วตัวกูขี่มอเตอร์ไซค์ ขึ้นสะพานไม่ได้ ทางจะไปทางขวาก้ไปไม่ได้ แล้วกุจะไปยังไงวะแยกนี้ แล้วในกรุงเทพ ฯ มีอะไรแบบนี้เยอะมาก คนออกแบบทั้งป้าย ถนน ไม่เป็นมิตรกับคนใช้เลย

จังหวัดอื่น ๆ ก็คนที่ทำอะไรแบบนี้ แล้วคิดจะมีการรวมภาคีไหม

ตอนนี้อยากให้คณะราษเก็ตเป็นกลุ่มที่ซัพพอร์ตแบรนด์สเก็ต สตรีท แสดงตัวตนทางการเมืองออกมาได้ แล้วก็ได้โปรโมตร้านด้วย เราเชื่อว่าประชาธิปไตยกินได้ ใครเชื่อเหมือนกันก็มาช่วย ๆ กัน ก็พยายามวางแผนทำคอนเทนต์โปรโมตให้เขา ก็มี SLiDE, Tricket ที่ทำบอร์ดหน้าลุงตู่ อีกแบรนด์ที่ชัดเจนมาก TOG ขึ้นโลโก้ซ้อนกับภาพ 3 นิ้วเลย แล้วก็มีแคมเปญประกวดวิดิโอสเก็ต มีร้าน Khark อยู่อุดรธานี เขาก็เต็มที่ มีร้านที่โคราช ชื่อ Squad มีร้านเบอร์เกอร์ด้วย อาจจะมีมากกว่านี้ เราอยากให้ออกมา ให้ทุกคนได้เป็นแนวร่วมหลวม ๆ เพราะจุดเด่นการเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่มีแกนนำ อยากให้ใครจัดก็ได้เลย อย่างไถหน้าตู่ Rize ไม่สงวนลิขสิทธิ์เลย จะไปต่อยอดทำเป็นหน้าอื่นทำไวนิลของคุณเอง หรือสติ๊กเกอร์ เต็มที่เลย แค่ไม่ใช้ความรุนแรง ใช้สันติวิธี ไม่ละเมิดสิทธิ์คนอื่นอันนี้สนับสนุนมาก ๆ ให้ชาวสเก็ตทุกคนนัดกันเองได้เลย

ที่ชัยนาทคนเล่นสเก็ตเยอะไหม

ตอนแรกมีเยอะเลย มีลานสเกตหน้าศาลากลางจังหวัด แต่เนื่องจากงบประมาณจังหวัดมีแผนจะเปลี่ยนตรงนั้นให้เป็นสนามบาสอย่างดีมานานแล้ว แต่ตอนนั้นงเบิกงบไม่ได้ พวกเราก็เอาอุปกรณ์ไปเล่น มีน้องชื่อเบียร์เป็นตัวตั้งตัวตี ทำอุปกรณ์ สร้างคอมมิวนิตี้เองได้ประมาณนึง พองบผ่าน มันจะเปลี่ยนเป็นสนามบาสรับแรงกระแทก แต่ทำให้เล่นสเกตได้ไม่ดี เพราะพื้นหนืด ผู้มีอำนาจในท้องถิ่นก็พยายามช่วยเพราะเขาส่งเสริมเยาวชนอยู่แล้ว เขาจะให้ย้ายไปเล่นที่พื้นที่ บขส. ชัยนาทแทนแต่พื้นที่ใหม่ค่อนข้างไกล ไปยาก ไม่ค่อยสะดวกเท่าที่แรก นัดกันยาก ข้อจำกัดหลายอย่างทำให้คอมมิวนิตี้ร้างลากันไปประมาณนึง พี่เองก็ไม่ว่างเล่นด้วยลูกโตขึ้นก็วุ่นเรื่องลูกด้วยเหมือนกัน ตอนนี้ลูกเข้าโรงเรียนแล้ว ก็พยายามกลับไปเล่นมากขึ้นน้อง ๆ ที่เล่นอยู่เดิมก็พยายามดึงกลับมาใหม่

ตอนนี้จริง ๆ ก็เริ่มมีลานสเกตเยอะขึ้นแล้วตามจังหวัดต่าง ๆ

เทรนด์สเก็ตอยู่ดี ๆ ก็บูมขึ้นมาช่วงต้นปีที่ผ่านมานี้เอง โดยที่ก็ไม่เข้าใจสาเหตุแน่ชัด ตอนที่เราเริ่มเล่นคือตอนมีซีรีส์ ‘S.O.S สเก็ตซึมซ่าส์’ ก็คิดว่าต้องมีคนมาเล่นเยอะแน่เลย แต่มันก็เฉย ๆ ไม่ได้เยอะ เลยน่าจะเป็นตอนที่โอลิมปิกบรรจุสเก็ตเป็นกีฬาสากล คนเลยมองเป็นกีฬาที่เป็นหลักเป็นการแล้ว แล้วก็มีพ่อแม่ที่ให้เด็ก ๆ มาเล่นมากขึ้น มีแบรนด์สเก็ตบอร์ดที่พยายามรันวงการโดยการทำให้กีฬาสเก็ตบอร์ดเป็นมิตรกับเด็ก กับคนทั่วไปมากขึ้น เพราะเมื่อก่อนภาพลักษณ์สตรีทมันดูเกรี้ยวกราด gangster บ้าง ก็ไม่เป็นไร

จริง ๆ พี่เป็นเด็กเนิร์ด แล้วเราเข้าไปในคอมมิวนิตี้ เราก็เกรงความ wild ความดิบของเขาเหมือนกัน ไม่กล้าเข้าหาคนที่ดูซ่า คูล แล้วเราเล่นได้ห่วยแตกมากเมื่อเทียบกับคนอื่น แต่จริง ๆ เขาไนซ์กันมาก เขาไม่เหยียดความห่วยแตกของเรา เราเสร่อเขาไม่ได้ว่าอะไร เขาสอนด้วย เยียวยาเรามาก ความกลัวที่ถูกปรุงแต่งมันเป็นแค่อคติจริง ๆ จุดนี้เป็นจุดที่พี่รู้สึกว่ามันฝึกความกล้าหาญของเราประมาณนึง

Deck Skateboard สวย ๆ มุมเท่ ๆ

มีคนเคยเล่าให้ฟังว่า สเกตเป็นกีฬาที่เมื่อก่อนไม่ค่อยเปิดโอกาสให้ผู้หญิงหรือเพศอื่น ๆ เล่น มันมีความเป็นแก๊ง คือถ้าเข้าไปก็จะโดนแซว บางทีเด็ก ๆ เพื่อนผู้ชายไม่เล่นด้วย จริงไหม

ส่วนตัวไม่เคยเจอ เพราะน้องผู้หญิงที่มาเล่นในชัยนาท เท่าที่เห็นมีแต่ไนซ์ ๆ นอกจากไม่โดนแซวแล้ว ก็เข้ากันได้ดี ไม่มีปัญหาอะไรยัง ยังไม่เจอกรณี sexual harrassment หรือแซวแบบนี้มาก่อน แต่เห็นมาเหมือนกันว่ามันมีประเด็นนี้ในวงการสเก็ตบอร์ด ในเรื่องโปรสเก็ตเมืองนอกออกมาพูดว่า ‘Skateboard is not for girls’ เราก็รู้สึกว่าเหี้ยไรของมึงจากที่เคยชอบโปรสเกตคนนี้ก็รู้สึกว่าเห่ยว่ะ พี่ว่ามันก็มีความ toxic masculinity ประมาณนึง

มีอันนึงที่น่าสนใจ ตัวเราอยากให้เป็นกีฬาที่เล่นได้ทุกเพศทุกวัย เพราะสปิริตมันคือความกล้าหาญที่จะเผชิญกับความกลัวได้ ความล้มแล้วลุกไ้ด้ ความทำตัวแมนไม่ใช่เรื่อง เนิร์ดก็เล่นได้ (หัวเราะ) นี่ก็เพิ่งคุยกับคนรู้จักคนนึงมาว่า จริง ๆ แล้ว ทั้งเนิร์ด เป็นพังก์ไปพร้อม ๆ กันได้ เป็นแร็ปเปอร์ เป็นเด็กสเก็ตไปพร้อมกันได้ เพราะจุดร่วมจริง ๆ เนิร์ดก็ถูกบีบจากอำนาจเหมือนกันนะ เราโดนอำนาจนิยมในโรงเรียนกระทำเหมือนกัน แต่โดนคนละแบบ เด็กเกเร เท่ ๆ คูล ๆ อาจจะถูกครูไม่เห็นหัว ตราหน้า แต่เนิร์ดถูกคาดหวัง ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการเลื่อนวิทยฐานะ ถูกใช้เป็นสินค้าของโรงเรียน ในการทำให้โรงเรียนมีชื่อเสียงโด่งดัง โดยไม่เลือกวิธีการว่ามันจะทำให้เราเจ็บปวดหรือทำเหี้ยอะไรอีกบ้าง ถ้าเล่าเรื่องนี้อีกยาว (หัวเราะ) เอาจริงเนิร์ดกับเด็กหลังห้องมีความใกล้ชิดกว่าที่คิด แฟนพี่ตอนเด็ก ๆ ชอบแกล้งเพื่อน เป็นเด็กหลังห้อง เราเป็นเนิร์ด แล้วพวกเราโดนกดทับจนเราดึงดูดกัน เพราะจริง ๆ เราคือเพื่อนกัน

เช่นเดียวกัน ผู้หญิง LGBTQ+ ก็ถูกกดทับมาเหมือนกัน ทำไมจะเล่นสเก็ตบอร์ดไม่ได้ วันชุมนุมหน้าสถานทูตเยอรมัน มีคนที่ไม่กล้ามาแจมกับเรา พอพี่ไปซื้อปลาหมึกปิ้งกิน เลยเดินไปพร้อมกับเขา ถามว่าทำไมไม่มาเล่นด้วยกัน เขาบอกยังไม่เก่ง พี่ก็บอกเล่นมาปี ยังออลลี่ไม่ขึ้นเลย คุยไปคุยมาก็พบว่าเขาเป็น LGBTQ+ และตรงนั้นสร้างความกลัวให้เขาประมาณนึง เพราะวัฒนธรรมมัน macho มาก ตรงนี้ก็คงจะต้องทำงาน เราหวังว่าสักวันนึงสเก็ตบอร์ดมันจะเป็นพื้นที่สำหรับทุกคน

ฝากถึงคนที่อยากเริ่มเล่นสเก็ตบอร์ด

มีโปรสเก็ตคนนึงกล่าวไว้ว่า การทำเรื่องเดิมซ้ำ ๆ และผิดพลาดทุกครั้งแล้วก็ยังทำแบบเดิมอยู่อีกเป็นความโง่ แต่นั่นคือสิ่งที่เด็กสเก็ตบอร์ดทุกคนทำ เราพยายามทำท่าเดิมซ้ำ ๆ เพื่อให้ทริคมันสำเร็จ มันอาจจะเป็นกีฬาของคนที่ดูโง่ในสายตาคนอื่น แต่สำหรับเราแล้วมันคือความไม่ท้อถอย มันคือการลองผิดลองถูกคือการเผชิญหน้าต่อความผิดพลาดของเราเอง เข้ามาเล่น มาล้มด้วยกัน แล้วก็มาลุกด้วยกัน

 คณะราษเก็ต รวม deck สเก็ตบอร์ด ลวดลายต่าง ๆ

 

คุยกับสุราปลดแอก

LAAN วงดนตรีที่หยิบโฟล์ก ป๊อป และอิเล็กทรอนิกมารวมเข้าไว้ด้วยกันได้อย่างกลมกล่อม

 

About the author

อิ๊ก เนิร์ดดนตรีที่เพิ่งกล้าเรียกตัวเองว่าเป็นนักเขียนตอนอายุ 25 ชอบเดินเร็ว นอกจากขนมปังกับกาแฟดำแล้วก็สามารถกินไอศกรีมกับคราฟต์เบียร์แทนมื้อเช้าได้

ผมเท่ เพราะว่าผมเป็นคนเท่ ๆ