KIKI วงดนตรีสามชิ้นสุดล้ำ กับงานอิเล็กโทรป๊อปที่มีที่มาจากความอัดอั้น

เมื่อเดือนที่แล้ว มีวงดนตรีปริศนาชื่อสองพยางค์คล้ายกับลูกสมุนของวายร้ายในการ์ตูนยอดมนุษย์ ปรากฏตัวพร้อมกับเพลงที่ชื่อ ‘My World’ ถ่ายทอดน้ำเสียงดนตรีอิเล็กทรอนิกลึกลับ ชวนดื่มด่ำไปกับเบสทุ้มต่ำน่าค้นหา ซาวด์กีตาร์หยอกล้อไปกับคีย์บอร์ดยุคเก่าสุดพร่างพราว และสำเนียงเพราะพริ้งของเสียงร้องที่ไม่คุ้นหู ทำให้ผู้ฟังชาวไทยหลาย ๆ คนเริ่มตั้งคำถามว่าพวกเขาเป็นใคร มาจากไหน ทำไมถึงสร้างสรรค์ผลงานเพลงได้น่าสนใจ ไม่เหมือนใคร ชนิดที่ว่านาน ๆ จะโผล่มาที NIFTY ชวนมาทำความรู้จักกับพวกเขา KIKI

อาจจะเป็นความโชคดีของเรา ที่หน้าที่การงานทำให้มีโอกาสได้ต่อขยายสายสัมพันธ์ในวงการดนตรี ส่วนงานอดิเรกก็คลุกคลีอยู่กับเกมออนไลน์ จนได้ทราบว่า คุณบอส ที่ก่อนหน้านี้เคยได้ให้สัมภาษณ์เราไปทั้งในฐานะสมาชิกวง SOMKIAT รวมถึงนักแคสต์เกม เจ้าของเดียวกับ Discord ‘NONGBOSS’ ที่เราสิงอยู่ คือผู้อยู่เบื้องหลังวงดนตรีนาม KIKI ที่มี คุณนนท์ เพื่อนร่วมวง และคุณเฮเลน ภรรยาของเขาเป็นผู้ร่วมสร้างสรรค์ 

 

และเมื่อพวกเขาปล่อย teaser ภาพนิ่งเพลงใหม่ที่ชื่อ ‘Blue’ ออกมาเราก็ยิ่งตื่นเต้น เพราะงานของนักวาดภาพประกอบชื่อ JAHFLAME มีเอกลักษณ์อยู่แล้วด้วยสีฉูดฉาดกับลายเส้นรุนแรงตั้งแต่เพลงแรก ทว่าตัวละครหลักของภาพนั้นดูละม้ายคล้ายผีในชุดทหารทำให้เราพอจะตีความถึงเนื้อหาของเพลงใหม่ได้บ้าง แม้บรรยากาศของดนตรีอาจจะอ่อนโยนขึ้น แต่กลับขมขื่นด้วยเนื้อหาเพลงที่สิ้นหวังเต็มประดาต่างจากเพลงก่อนที่ดูเป็นเด็กดื้อเสียเต็มข้อ ก็ไม่ได้ทำให้ความเข้มข้นในคุณภาพของเพลง ‘Blue’ ด้อยไปกว่า ‘My World’ แม้แต่น้อย 

หากคุณได้ฟังทั้งสองเพลงแล้วเกิดข้อสงสัยว่า KIKI กำลังพูดถึงอะไร หรือมีทิศทางที่จะก้าวต่อไปในทางไหน เราได้ชวนพวกเขาทั้งสามคนมาแบ่งปันมุมมองการทำเพลง และเล่าเกี่ยวกับเบื้องหลังของโปรเจกต์นี้ให้ทราบโดยทั่วกัน

สมาชิกวง KIKI
เฮเลนเอเลน่า อะมาร็องตินิซ์ พันธุ์สุข
บอสภูริช พันธุ์สุข
นนท์ธนญ แสงเล็ก

KIKI สมาชิกทั้ง 3

ทีแรกวงไม่ได้ตั้งใจจะใช้ชื่อว่า KIKI 

เฮเลน: เราอยากได้ชื่อวงที่ฟังแล้วเราชอบ และจำง่าย ตอนแรกเอาชื่อแมวมาตั้ง ชื่อว่า JUJU มันน่ารักดี (หัวเราะ) เราก็เช็กแล้วนะว่ามันไม่มีคนที่ใช้ชื่อนี้จริง ๆ จนกระทั่งไปเจอใน YouTube เขาเป็นวงที่คนค่อนข้างรู้จักเยอะแล้วด้วย เลยเปลี่ยนเป็น KIKI แต่ก็เสียดายที่ไม่ได้ใช้ชื่อนี้

นนท์: เป็นชื่อลูกกระจ๊อกของพวกปิศาจในพาวเวอร์เรนเจอร์ 

บอส: เป็นแมวใน Kiki’s Delivery Service ก็ได้ 

เปิดตัวในฐานะวงปริศนา

บอส: ไม่ได้ตั้งใจว่าจะปิดหรือเปิดหน้า แต่ช่วงนี้เจอกันยากมาก เลยหาวิธีที่เราไม่ต้องเจอกัน ใช้รูปวาดแทน 

เฮเลน: เราไม่ได้คิดมากว่าคนจะต้องเห็นหน้าเราหรือเปล่า พอดีมีเพื่อนที่รู้จักกันอยู่แล้วแล้วเราชอบงานเขา ก็เลยบอกให้เขาลองวาดรูปเราสามคน เอาหน้าตาประหลาด ๆ พี่นนท์เป็นรูปหมา พี่บอสเป็นแมว เราเป็นเอเลี่ยนงง ๆ ซึ่งการนัดกันถ่ายรูปปกซิงเกิ้ล รูปวง เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากตกตะกอนได้ว่าถ้าเปิดหน้าอาจจะมีผลตอบรับที่ดีกว่า ซึ่งตอนนั้นก็ทำเพลงเสร็จไปแล้ว

บอส: เราแค่อยากทำอะไรที่เราสามคนชอบ ตั้งแต่ชื่อ KIKI หรือแนวเพลงที่ทำ ก็หวังว่าจะมีคนที่ชอบเหมือนกันมาฟัง วิชวลเราค่อยเล่าตามที่เพลงเราสื่อ ค่อย ๆ ลองผิดลองถูกแหละ เพราะเหมือนเราเพิ่งเคยลองทำเองทั้งหมด

เฮเลน: เราไม่ได้คาดหวังว่าเพลงมันจะต้องมาปุบปับเลย อยากให้มันออร์แกนิกด้วยแหละ แต่ในอนาคตเราอาจจะคิดมากขึ้นว่าเราจะทำวิชวลยังไงให้ดึงดูดคนที่ฟังเพลงแนว ๆ เรา

แรงบันดาลใจของวง KIKI 

บอส: มันก็ตั้งอยู่บนพื้นฐานของอัลเทอร์เนทิฟ อิเล็กทรอนิก ป๊อป เราทดลองกับหลายอย่างทั้ง กรูฟที่เป็นฟังก์ หรือร็อก มีฮิปฮอป lo-fi เล็ก ๆ นิด ๆ หน่อย ๆ ให้เป็นกลิ่น เราเป็นคนที่โตไปตามยุคที่เราเสพอะไรไปเรื่อย ๆ เราชอบหลาย ๆ บรรยากาศของทุกแนว นนท์ไปทำอะเรนจ์มาให้ มีเรื่องที่เฮเลนอยากเล่าและเมโลดี้ที่คิดมา เราจะปรับตรงนี้ เพื่ออารมณ์ตรงนั้นไหม

นนท์: จริง ๆ มีหลายแนวมาก

เฮเลน: เราแค่อยากให้เพลงส่วนใหญ่ที่เราทำได้ฟีลดี ฟังแล้วมันเพราะ มันสนุก มันอิน มากกว่าที่เราอยากให้มันเป็นแนวใดแนวนึงไปตลอดเลย การคุยแบบไม่ตายตัวทำให้เรามีการทดลองเยอะ บางทีตอนจะทำเพลง เขาก็จะถามว่า อยากได้แบบไหน ฟีลไหน ถ้าไม่ได้ส่งเรฟไปว่าชอบแบบนี้ ก็จะบอกว่าอยากได้อารมณ์นี้ อยากเล่าเรื่องนี้ นอกเหนือจากนี้ก็คือพี่นนท์ไปตีความต่อว่าจะทำมันออกมาเป็นดนตรียังไง แล้วมาคุยอีกทีว่าชอบไหม อยากเปลี่ยนตรงไหน 

ความท้าทายในการเริ่มโปรเจกต์ใหม่

เฮเลน: เราเพิ่งสร้างวงใหม่ แต่พี่บอสหรือพี่นนท์อาจจะคุ้นเคยกับขั้นตอนการทำอะไรแบบนี้มากกว่าเรา และมันเป็นการทำเพลงที่เราไม่ได้เจอกันเลย เป็นการโยนผ่านอีเมล คนนึงทำส่งมาแล้วส่งกลับ เป็นการส่งเพลงกันไปมาจนออกมาเป็นแบบนี้ เราว่าเป็นการทำงานแบบ new normal แหละ

บอส: แต่ตอนนี้ก็มีปัญหาที่เรายังไม่ได้ลองเล่นด้วยกันซักที แค่จะมาเจอกันยังยากเลย

นนท์: ยังไม่รู้เลยจะเล่นเครื่องอะไรหรือจะเป็นดีเจเซ็ต (หัวเราะ) 

เฮเลน: ความที่วงเรามีสามคน อาจจะมี MD มาช่วยอยู่แล้ว ก็ยังไม่ได้ตกลงกันว่าในอนาคตจะหา back up มาเล่นให้เราหรือเปล่า หรือจะเป็นวง 5 คนเลยหรือเปล่า แต่แต่ละเพลงมีไลน์เด็ดของมันอยู่ เราอยากจะดึงเครื่องดนตรีนั้นมาเล่นสด

บอส: แต่ยังไงก็มีเครื่องสดอยู่แล้ว เพราะเรากับนนท์ชอบเล่นกีตาร์มาก ๆ มันก็จะยังเหลือกีตาร์มาสลับเล่นเสมอ แค่อะไรบางอย่างที่ไม่เคยเล่นก็อาจจะได้เห็นเราเล่น อย่างเช่นคีย์บอร์ด

นนท์: นึกว่าจะเล่นกลอง

มุมมองเท่ ๆ

เรื่องที่อยากจะเล่าใน EP ‘We’re blamed for who we are, and then we are forgotten’

เฮเลน: EP มี 5 เพลง แต่พอฟังแล้วมู้ดดนตรีไปหลายทิศทางมาก แค่เนื้อหาหลัก ๆ เขียนเกี่ยวกับสิ่งที่เรารู้สึกหรือสะท้อนสังคมที่เราอยู่ แต่ไม่ใช่ว่าฟังแล้วคนเข้าใจว่าที่เราเขียนคือด่ารัฐบาล การเมืองอย่างเดียว ด้วยบริบทของมันเองสามารถเอาไปปรับกับสถานการณ์อื่น ๆ ได้ด้วย 

บอส: แค่ช่วงนี้มันอาจจะสื่อไปทางนั้นเพราะเราเล่าตามสภาพที่เราเจอ ทั้งสภาพแวดล้อม ความรู้สึกที่มีต่อสังคมตอนนี้ เกือบทั้งหมดมันหม่น

เฮเลน: เป็นความหม่นที่ยังมีแสงอยู่ ความที่เราทำเพลงมา เราอยากจะเป็นสื่อพูดแทนคนที่เขาไม่สามารถพูดได้ มันมีบางอารมณ์ที่เราไม่สามารถสาธยายได้ แต่การทำออกมาในรูปแบบเพลงมันได้ผลมาก ทั้งการเลือกใช้คำ การเขียนเนื้อร้องที่สามารถเชื่อมโยงกับสถานการณ์จริงได้ มันค่อนข้างทรงพลัง

My World

เฮเลน: ตอนนั้นเรานึกถึงเรื่อง generation gap มันจะมีคนกลุ่มนึง ชอบมาบอกเราว่าเราต้องทำอะไร ในขณะเดียวกันสิ่งที่เขาทำอยู่มันก็ไม่ได้ดีมากพอ เป็นเมสเสจที่อยากให้เขาหยุด และดู ว่ากูทำอะไรได้บ้าง เล่าเหมือนประโยคแรกในเพลง (Keep telling me what to do when even you have no clue) เรารู้สึกว่า คนที่จะมาอยู่ในจุดที่บอกให้เราทำแบบนั้นแบบนี้ได้ มันต้องเป็นคนที่มีอะไรมากกว่านี้ ในมุมเราเขาเหมือนสลิ่มอะ (หัวเราะ) แล้วเราอยากให้เขาลองมานั่งดูเรา อยากให้รู้ว่านี่คือโลกของเรา เราจัดการได้ เรามองว่าเราเป็น generation ของอนาคต เราจะล้มล้างสิ่งเก่า ๆ ที่ไม่ดี นำสิ่งใหม่ ๆ ที่ดี พาทุกคนไปสู่จุดใหม่

Blue

เฮเลน: เป็นเพลงที่ค่อนข้างหม่น มุมเราตอนแต่งคือมองว่าตัวเองอยู่ใน ‘Mad Max’ เป็นโลกดิสโทเปียที่เรากำลังร้องขอความช่วยเหลือจากที่อื่นที่มันดีกว่านี้ เพราะที่ที่เราอยู่ มันอยู่ไม่ได้แล้ว แล้วคนที่อยู่ที่นี่คนอื่น ๆ ก็ไม่ได้สนใจการมีอยู่ของเราด้วยซ้ำ เขาทำลายกัดกินความฝันของเราจนย่ำแย่ เพื่อไปเป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงให้เขาไปอยู่ในจุดที่ดีกว่าเราทุกคน แล้วรู้สึกว่าเขาเป็นปรสิตอะไม่ได้เป็นที่มาของการตั้งชื่อเพลงนะ (หัวเราะ) เราเป็นคนที่ชอบใช้คำว่า Blue เวลาเปรียบกับความรู้สึกเศร้าอยู่แล้ว (feeling blue) แต่ถ้าจะไปตีความต่อก็ได้

เขียนเพลงครั้งแรกยากไหม

เฮเลน: (หัวเราะ) ตอนพี่นนท์ พี่บอส ชวนมาทำเล่น ๆ แล้วพอเรานั่งฟังเราก็ค้นพบทางของตัวเองอย่างนึงว่าเราสนุกกับมันมาก เราไม่ใช่นักร้อง เราไม่เคยเขียนเพลง เราไม่ได้เรียนดนตรีมา แต่ชอบเขียนกลอนมาก ๆ ชอบใช้คำมาก ๆ ตอนที่เราไปเรียนเมืองนอกเราเรียนวรรณกรรม แต่ก็ชอบฟังเพลงมาก ๆ ด้วย มันแปลกมากที่บางทีฟังแค่ดนตรีเราก็ได้ยินเมโลดี้ในหัว แล้วเราก็คิดว่า เฮ้ย! เรามีสิ่งนี้ด้วยหรอ เป็นสิ่งที่เราเพิ่งค้นพบเกี่ยวกับตัวเองเหมือนกัน แล้วเราก็ชอบ ไม่ได้รู้สึกว่าฝืนที่จะต้องมานั่งแต่งเพลง ถึงมันจะเป็นอะไรที่ใหม่กับเรามาก แต่เราก็เอาการเขียนกลอนที่เราชอบมาลองใช้ดู

เป็นศิลปินในค่ายมาก่อน พอมาลุยเอง แตกต่างกันยังไง

นนท์: สนุกดีนะ มันอิสระดี แบบอันนี้เราเลือกคนที่สบายจะจำงานด้วยกันเป็นอันดับแรกอยู่แล้ว เราก็คุยกันได้ตรง ๆ ว่าชอบหรือไม่ชอบ อยากทำ ไม่อยากทำแบบไหน ตามใจเราสุด ๆ สบายใจ

เฮเลน: มันก็เป็นพื้นฐานการทำอะไรทุกอย่างแหละ พอมันมีอารมณ์ร่วมด้วย มีอิสระ ก็รู้สึกว่าไม่มีขอบเขต จะทำอะไรได้เกินลิมิตที่ตัวเองคิดว่าจะทำได้

บอส: ในค่ายก็มีไกด์ มีคนทำเรื่องบางเรื่องให้ เราก็อาสิ่งที่เคยเรียนรู้มามาลองทำเอง ทำให้รู้ว่ามันหลายขั้นตอนมากนะ อย่างอันนี้เราก็ลองไกด์ไลน์ใหม่ของเราเอง เราไม่ได้รู้ว่าการโปรโมตแบบนี้จะมีคนเข้ามาดูขนาดไหน เราก็ศึกษาตรงนั้นตรงนี้เพิ่ม แล้วพบว่าการทำเองมันเหนื่อยนะ แต่ทุกอันที่ทำเสร็จแล้วเราได้เห็นมัน เรามีความสุข

เฮเลน: เราอยู่กับมันตั้งแต่ต้นจนจบ แล้วพอมันเสร็จออกมาเป็นก้อน เรารู้สึกตื้นตันกับมันมาก พอมันออกไปสู่คนฟังแล้วมันเป็นอะไรที่น่าภูมิใจ เพราะมันมาจากเราจริง ๆ ไม่ได้ผ่านการกรองจากใครอื่นนอกจากเราสามคน ต้องขอบคุณพี่นนท์ พี่บอส ที่ใช้ความรู้ที่ตัวเองมี เอามาใช้กับตรงนี้ แล้วก็ไว้ใจเราด้วย แม้เราจะไม่มีความรู้เรื่องทฤษฎีดนตรีเท่าไหร่ รู้สึกมีความสุขที่ได้ปล่อยเพลงไป เพราะทีแรกไม่ได้คาดหวังว่ามันต้องมา แค่มันมีผลตอบรับที่เป็นบวก ส่วนใหญ่คือสนับสนุนเรามาก ๆ มันคือกำลังใจในการทำสิ่งนี้ สุดท้ายเราไม่ได้ทำแค่เพื่อตัวเอง แต่ทำเพื่อคนที่ฟังด้วย เพราะฉะนั้นพอผลตอบรับมันดี ในอนาคตเราก็อยากพัฒนา ทำให้มันดีกว่าเดิม 

มีคนทักมาถามว่า ‘KIKI นี่วงไทยหรอจริง ๆ วงไทยก็มี potential ไม่แพ้วงต่างประเทศนะ

เฮเลน: เราว่าเพราะคนสนใจสิ่งที่มีอยู่ในตลาดมากกว่าทะลุกรอบออกไปข้างนอก เราคิดว่าบางคนมองว่า คนอยากฟังเพลงแบบไหน เราจะทำเพลงแบบนั้น แล้วสุดท้ายมันจะเกิดการผลิตซ้ำในแบบเดิม ๆ เราอยากให้ทุกคนที่กลัวการใช้ภาษาหรือกลัวที่จะไปเล่นอะไรที่มันสากลมาก ๆ ลองเปิดโลกตัวเองดู โดยไม่ต้องสนใจว่าใครจะชอบหรือเปล่า รู้สึกว่าพอเราใช้ภาษาที่มันสากลมาก ๆ มันไปถึงได้ทุกคน แม้กระทั่งคนไทยเองนั่นแหละ บางทีมันน่าจะเกิดจากความกลัว ความคาดหวังที่อยากให้เพลงมันมาในประเทศที่เราอยู่มากกว่า (บอส: จริง ๆ จะทำเพลงไทยก็ได้นะ แต่ทำแบบที่แตกต่าง) อือ คือทดลองกับมัน ทำไปเถอะ เพลงคือศิลปะ ไม่มีผิดถูกหรอก

KIKI วงดนตรีสุดล้ำ

คิดยังไงที่การทำเพลงเดี๋ยวนี้ต้องคาดหวังยอดวิว

บอส: มันก็เป็นตัวแทนของความสำเร็จ คนไม่ต้องการสิ่งที่หลากหลาย ถ้ามีพื้นที่ให้สิ่งที่หลากหลายจริง คนก็คงพร้อมที่จะ explore สิ่งใหม่ ๆ ตลอดเวลา อันที่มีอยู่แล้วก็ยังฟังได้ แต่เขาจะแสวงหาอะไรที่เปิดโลกเขามากขึ้น อย่างเราเองชอบไปดูอะไรใหม่ ๆ ทดลองใหม่ ๆ ชอบไม่ชอบค่อยตัดสิน (เฮเลน: ถึงจะวิวน้อยแต่เราก็อยากไปลองฟังดู) อย่าเพิ่งไปคิดแค่ว่าวิวน้อย ไม่ดีหรอก 

เฮเลน: มันเป็นค่านิยม ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าวิวเยอะ หมายถึงคนเข้าถึงเยอะ คนฟังเยอะ แล้วมันก็ส่งผลต่ออนาคต ว่าเรามี potential ที่จะถูกจับไปอยู่ในคอนเสิร์ตได้ไหม จะมีรายได้มากขึ้นไหม เราเห็นว่ามีวงดี ๆ ที่วิวน้อยเยอะมาก แล้วเราเสียดายมาก ๆ ที่เขาไปไม่ถึง มันเป็น mindset ที่เราไม่อยากให้วิวมาตีค่าความสำเร็จของงาน แต่แล้วมันก็จะมีคนประเภทที่ว่า อันนี้คนฟังน้อย หวง อยากให้มีคนรู้จักแค่นี้แหละแต่ก็นะ ตอนเราปล่อย My World ไป มีคนฟังประมาณสามพันแล้วเราดีใจมากเลยนะ คือไม่เคยมีใครมาฟังเพลงเรา เพื่อนเรายังไม่รู้เลยว่าเราร้องเพลง

เรารู้สึกว่า ถ้าวิวพวกนี้ไม่สามารถแปลงค่าเป็นเงินได้ คนคงจะเปลี่ยนความคิด พอดีว่ามันมีจุดที่เราสร้างรายได้จากสิ่งสิ่งนี้ได้ แล้วถ้ายิ่งได้เยอะยิ่งดี เราก็ปฏิเสธไม่ได้เพราะเราอยู่ในสังคมทุนนิยม วัตถุนิยม เหมือนไลก์อะแหละ พอมีไลก์เยอะ ฟอลโลเวอร์เยอะ สปอนเซอร์ก็เข้า เพราะมันก็เป็นอะไรที่ทุนนิยมมาก ๆ คนที่จะมาลงทุนกับเรา เขาก็คาดหวังผลตอบแทนจากเราด้วย เวลาคนจะเอาเราไปเล่นคอนเสิร์ต มันก็มีอยู่สองแบบ หนึ่ง ดึงคนดูเข้ามา กับสอง คือให้พื้นที่กับคนที่ไม่มีคนฟังเยอะขนาดนั้น แต่ให้โอกาสเขาได้ถ่ายทอดดนตรีในแบบของเขา

บอส: มันก็พูดยากนะ เราเป็นมือใหม่ในการทำเพลง ก็ได้เห็นทั้งสองมุมมอง มันก็ดีทั้งสองแบบ อยู่ที่ว่าเราอยากจะมีความสุขและทำกับมันตรงไหนมากกว่า แต่ละวงที่ทำคงมีวิธีขับเคลื่อนกันไปคนละรูปแบบ บางคนอยากทำเพลงที่ได้ไปตอบข้อสงสัยในใจเขาบางอย่าง หรือได้ไปนำพาสักอารมณ์ แต่ว่าสุดท้ายแล้วจุดหมายน่าจะคล้าย ๆ กัน คือมีคนฟังแล้วชอบ แล้วคนที่ชอบเพลงได้มาเจอกันในคอนเสิร์ต ก็น่าจะโอเคแล้ว

คิดว่าเดี๋ยวนี้มีพื้นที่ให้วงประเภทหลังมากขึ้นหรือยัง

บอส: ส่วนใหญ่ก็เป็นพื้นที่ฟรี หรือในโซเชียล ในบ้านเราพื้นที่ offline แบบนั้น ก็ยังน้อยที่จะมีแรงสนับสนุน 

เฮเลน: คนยังยึดติดกับอะไรที่เขาคุ้นเคย วงดัง อยู่มานาน มีวิวเยอะ คนติดตามเยอะ กลายเป็นว่าพอมีวงใหม่ ๆ เกิดขึ้นมา เขาต้องว่ายทวนน้ำหนักมาก จนบางทีเขาหายไปเลยจริง ๆ มันก็มีวงใหม่มากขึ้นนะ แต่ก็ยังได้รับผลตอบแทนไม่มากพอเพียงเพราะว่าผลงานเขาคนฟังน้อย แต่เรื่องคุณภาพ เนื้อหา การเรียบเรียงดี และมันสำคัญมาก ๆ เราอยากให้คนไปโฟกัสกับสิ่งที่ต้องสัมผัสเอง วิจารณ์เอง และต้องใช้ดุลยพินิจของตัวเองมากกว่าการไปตัดสินด้วยวิว เพื่อบ่งบอกว่าอันนี้เขาสำเร็จ หรือเขาดี 

แผนต่อจากนี้ 

บอส: ก็มีวางแผนกันไว้ อยากปล่อยเพลงไปเรื่อย ๆ ให้คนฟังรู้จักกันได้มากที่สุด ก่อนจะได้มาเจอกันตอนที่หมดโควิดและเราเล่นได้แล้ว แต่คิดว่าจะยังไม่เล่นถ้ายังไม่พร้อม อยากให้เป็นประสบการณ์ที่ดีมาก ๆ พร้อมกันทั้งภาพ เสียง และเพลง เราก็อยากทำโชว์ที่เราชอบ แต่เราไม่สามารถทำได้ในช่วงนี้ ยิ่งเราเป็นวงใหม่ด้วย สิ่งที่จะทำให้เรากับคนฟังได้รู้จักกันได้มากที่สุดคือผลิตผลงาน ไปเล่น ไปออกงาน ออกสื่อ ทำคอนเทนต์ ก็ส่วนนึง แต่สุดท้ายแล้วการเป็นวงดนตรีมันต้องปล่อยเพลง แล้วคนรู้จักเราจากดนตรีมากขึ้นเรื่อย ๆ อย่าง EP น่าจะมาตุลา พฤศจิกา คงได้ฟังกันแล้ว 5 เพลง เดี๋ยวพอจบ EP ก็ปล่อยอัลบั้มต่อเลย อัลบั้มน่าจะรันครึ่งปีแรก เสร็จไปแล้ว 7 เพลง อยากจะทำสัก 2 ปี เป็นวง 3 อัลบั้ม (หัวเราะ) 

นนท์: แล้วเราก็จะเอาเพลงไปขาย (หัวเราะ) เราเลยรีบทำเพลงไง 

เฮเลน: อยากให้คนได้รู้จักดนตรีผ่านเพลงที่เราทำ (บอส: เราจะได้รู้ตัวเองด้วย เพราะเราเป็นวงใหม่ ประสบการณ์ไม่ได้มีมาก) เฮเลน: พอทำเพลงไปเรื่อย ๆ เราก็ได้ปลดล็อกตัวเองไปเรื่อย ๆ มันเป็นการโตไประหว่างขั้นตอนการทำงาน ยิ่งทำเรายิ่งได้จากมัน อาจจะไม่ได้มาในรูปแบบที่จับต้องได้ แต่มันเป็นองค์ความรู้จากความคุ้นเคยที่ได้ทำงานแบบนี้

บอส: เพื่อที่เราจะได้ทำผลงานดี ๆ ที่เราชอบออกมาอีก ได้เจออะไรใหม่ ๆ ที่เราไม่คิดว่าเราจะคิดออก จริง ๆ ความสนุกของการทำเพลงคือสิ่งนี้แหละ 

มีวิธีดูแลสุขภาพจิตและเพิ่มพลังสร้างสรรค์ยังไงบ้าง (เช่น การด่า?)

เฮเลน: ใช่ ด่านี่แหละ มันมีเรื่องให้ด่าตลอด ไม่เคยหมดแรงบันดาลใจ สร้างเรื่องทุกวัน กูแต่งเพลงให้มึงได้ทุกวัน (บอส: แรงบันดาลใจดันมาจากสิ่งนี้) ไม่อยากให้เกิดอะไรอย่างนี้ขึ้นเลย ทั้งโลกต้องเสพข่าวสารที่แย่มาก ๆ อยู่แล้ว แล้วเราดันเสือกมีอะไรไม่รู้มาดูแลบ้านเมืองให้แย่กว่าเดิม ไม่ได้มีอะไรดีขึ้นเลย บั่นทอนจิตใจของคนที่อาศัยอยู่ที่นี่ด้วย สิ่งนี้เลยมันไม่ได้เป็นในเชิงเยียวยา แต่มันเป็นการจัดการความอัดอั้นที่มี คือการปลดปล่อยความรู้สึก (หัวเราะ) ของเราก็จะออกมาเป็นเนื้อร้อง พี่นนท์กับพี่บอสจะเป็นการทำเพลง

นนท์: ต้องหาอะไรทำด้วยแหละ อย่างผมอยู่เฉย ๆ แล้วเป็นแพนิก ต้องไปทำเพลง ไปคิดเรื่องอื่น เล่นเกมด้วยนะ มันช่วยบำบัด แต่ก็ไม่ได้เล่นทั้งวัน

บอส: ช่วยได้จริง ๆ นะ

เดี๋ยวนี้มีเกมที่จัดคอนเสิร์ตด้วยนะ เมื่อวีคก่อนมี Ariana Grande ใน ‘Fortnite’ 

บอส: เนี่ย มันมีการผสมผสานสื่ออะไรกันหมดแล้ว คิดว่าถ้ารัฐบาลช่วยผลักดันอะไรแบบนี้มันจะยิ่งไปไกลขึ้น

เฮเลน: เราว่ารัฐมีความเป็นอนุรักษ์นิยม เขาไปผลักดันอะไรที่มันไม่ได้ไปข้างหน้า ทั้งที่เด็กรุ่นใหม่มี potential มาก ๆ ด้วยนวัตกรรมที่มันพัฒนา เครื่องมือทำเพลงเข้าถึงได้มากขึ้นกว่าเมื่อก่อน ไม่ต้องไปที่สตูดิโอแล้ว บางคนอัดที่บ้านก็ได้ ทุกเพลง KIKI นี่คืออัดในห้องนอนอย่างเดียว 

เรารู้สึกว่าคนไทยจะไปได้ไกลกว่านี้ถ้ามีการผลักดันที่ถูกต้อง เราดูเกาหลีเป็นตัวอย่าง บางคนอาจจะมองว่า มันก็แค่ K-pop รึเปล่า แต่เรามองว่ามันได้กลายเป็นวัฒนธรรมเขาไปแล้ว เป็นรายได้หลักเขาแล้ว 

บอส: แล้วเขาก็เอาไปประยุกต์กับความสากล แล้วทรัพยากรเขาไม่มีวันหมด สามารถผลิตใหม่ได้เรื่อย ๆ จริง ๆ บ้านเมืองเราชื่นชอบการเที่ยว การบันเทิงอยู่แล้ว ผับ บาร์ คอนเสิร์ต มีกันเยอะมาก แต่ไม่มีการผลักดันกันอะ ยิ่งโดนโควิด ไม่รู้ว่าจะเหลือร้านอะไรแล้ว

เฮเลน: เหมือนมีคนฟัง The Beatles ชอบ เขาก็ทำบ้าง มีคนมาฟังคนนั้นแล้วชอบ ก็มีคนทำตามต่อไปอีก เหมือนเป็นลูกโซ่อะ เรารู้สึกว่าควรมีการสนับสนุนมากกว่านี้ เราไม่รู้เลยว่าตอนนี้รัฐบาลสนับสนุนอะไรบ้างทางด้านดนตรี 

เฮเลน: อย่างอังกฤษเขามี O2 มีคอนเสิร์ตฮอล มีไลฟ์เฮาส์ให้ เราไม่แน่ใจว่าเป็นสิ่งที่รัฐบาลเขาสนับสนุนไหม แต่เขามีสถานที่ที่อำนวยต่อการจัดงาน หรือมีพื้นที่ให้เขาไปเสนอผลงานตัวเอง เรารู้สึกว่าส่วนนึงมันก็มาจากรัฐบาลนะ คือพอมันไม่มีการผลักดันที่ถูกต้อง คนก็จะมองศิลปินอิสระว่าแล้วไงวะซึ่งเราอยากให้คนมองว่าเฮ้ย! ถึงแม้วงนี้จะมี 2-3 เพลง แต่เป็นวงอินดี้ที่เพลงดี ก็อยากสนับสนุน มึงทำเลย กูรอเชียร์อยากให้ทำจนเป็นวัฒนธรรมเลย อาจจะไม่ต้องถึงแบบเกาหลี สักเสี้ยวนึงของเขาก็ยังดี 

บอส: ตอนนี้เหมือนมีแค่แฟนคลับศิลปินที่เป็นกลุ่มผลักดันกันอยู่ฝ่ายเดียว 

เฮเลน นักร้องนำวง กิกิ

ฝากผลงาน

เฮเลน: อีกไม่นานเกินรอน่าจะปล่อยทั้ง EP แล้วเราก็กำลังทำอัลบั้ม ตอนนี้ทำไป 50% แล้ว ซึ่งเราอยากให้ทุกคนติดตาม อยากฝากผลงานกับทุกคน เพราะเราไม่รู้ว่ามันจะถูกใจเขามั้ยนะ แต่เราทำเต็มที่ ตั้งใจทำ ทุกชิ้น ทุกงาน ละเอียดรอบคอบอยู่ แล้วมันคือสิ่งที่เราชอบอะเนาะ

บอส: เราก็อยากสื่อสาร หวังว่าจะมีคนชอบเหมือนกัน

Facebook KIKI

[sc_fs_faq html=”true” headline=”h2″ img=”39639″ question=”สมาชิกวง KIKI มีใครบ้าง” img_alt=”สมาชิกวง KIKI มีใครบ้าง” css_class=””] เฮเลน — เอเลน่า อะมาร็องตินิซ์ พันธุ์สุข บอส — ภูริช พันธุ์สุข นนท์ — ธนญ แสงเล็ก [/sc_fs_faq]

อ่านต่อ

KIKI ศิลปินอิเล็กทรอนิก นำเสนอซาวด์ลึกลับ น่าค้นหา ที่ไม่ได้ยินมาแสนนานในเพลงแรก ‘My World’

 

 

About the author

อิ๊ก เนิร์ดดนตรีที่เพิ่งกล้าเรียกตัวเองว่าเป็นนักเขียนตอนอายุ 25 ชอบเดินเร็ว นอกจากขนมปังกับกาแฟดำแล้วก็สามารถกินไอศกรีมกับคราฟต์เบียร์แทนมื้อเช้าได้