ชวน Wolf Alice คุยถึงอัลบั้มล่าสุด Blue Weekend พร้อมชม Live Version สุดพิเศษ

เมื่อวันที่ 2 มิถุนายนที่ผ่านมา เราและสื่อทั่ว South East Asia รวมกว่า 30 ชีวิตจาก อินโดนีเชีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ จีน เกาหลี และไทย ได้เข้าร่วมใน online listening session เปิดตัวอัลบั้มBlue Weekendซึ่งเป็น studio album ชุดที่ 3 ของวงอัลเทอร์เนทิฟร็อกอังกฤษมาแรง Wolf Alice โดยตลอดรายการมีการพูดคุยอย่างเป็นกันเอง และได้รับชม live session เวอร์ชันพิเศษของหลาย ๆ เพลงในงานชุดนี้

หลังจากที่ เรเชล ผู้ดำเนินรายการซึ่งเป็นทีมงานจาก Dirty Hit ต้นสังกัดของ Wolf Alice สาขาออสเตรเลีย/ เอเชีย เปิดเพลงแรกในอัลบั้มที่ชื่อว่า The Beach ระหว่างรอสื่อทุกเจ้าพร้อม สมาชิกวง Eliie Rowsell (ร้องนำ, กีตาร์) Joff Oddie (กีตาร์), Theo Ellis (เบส), Joel Amey (กลอง) ก็ปรากฏตัว แต่น่าเสียดายที่ทั้งสี่ไม่สามารถมาให้สัมภาษณ์ร่วมกันได้ เนื่องจากยังอยู่ในมาตรการ social distancing ป้องกันการแพร่ระบาดของ covid-19 ที่ลอนดอน

Wolf Alice Blue Weekend

รู้สึกยังไงที่กำลังจะปล่อยอัลบั้มชุดที่สาม

ธีโอ: ตื่นเต้นมาก ๆ ครับ แล้วก็รู้สึกประหลาดด้วย เพราะเราไม่ได้ไปทัวร์ หรือไปเล่นโชว์ที่ไหนเลย ซึ่งเดี๋ยวเรากำลังจะมีปาร์ตี้เปิดอัลบั้มวันศุกร์นี้ เป็นอะไรที่ตั้งตารอเหมือนกันครับ 

ตอนนี้ที่อังกฤษอากาศเริ่มดีแล้วด้วย ช่วงสุดสัปดาห์นี้น่าจะเป็นช่วงที่เหมาะกับการปล่อยอัลบั้ม Blue Weekend พอดิบพอดี 

ธีโอ: ใช่ครับ ผมเอาแต่เดินไปรอบ ๆ แล้วหยุดพูดกับตัวเองไม่ได้เลยว่าไม่น่าเชื่อจริง ๆ อากาศที่นี่ประมาณ 25 องศา มันวิเศษมากเลยครับ

ที่มาของชื่ออัลบั้ม Blue Weekend

ธีโอ: Blue Weekendนี่มาจากเอลลี่กับโจล นั่ง UBER กันที่บรัสเซล ประเทศเบลเยียม ที่พวกเราอัดเพลงกัน แล้วเอลลี่ก็พูดขึ้นมาว่า ‘เดี๋ยวสุดสัปดาห์หน้า ถ้าท้องฟ้ายังเป็นสีฟ้าอยู่ (blue weekend) เราน่าจะไปเที่ยวป่าแถวนี้กันนะ’ คือตอนนั้นท้องฟ้าเป็นสีฟ้าแบบที่ลอนดอนตอนนี้เลย แล้วชื่อนั้นมันก็ติดอยู่ในหัวเราตลอดมา โจลพูดอยู่นั่นแหละว่าชอบชื่อ Blue Weekend มาก ถ้าเอามาเป็นชื่ออัลบั้มคงจะเท่ดี เพราะคำว่าสีฟ้ามันให้ความหมายได้สองด้าน ทั้งสุข ทั้งเศร้า มันเป็นสีที่มีหลายความรู้สึก นั่นก็น่าจะเป็นเหตุผลที่เราใช้ชื่ออัลบั้มนี้จากที่เพลงของเราก็มีหลากอารมณ์ ก็ขอให้เราโชคดีกับอัลบั้มนี้ด้วยครับ (หัวเราะ)

จอฟ: ขอให้เป็น blue weekend ที่ดี ไม่ใช่สุดสัปดาห์ที่เศร้าอะนะ (หัวเราะ)

จบช่วงแรก เรเชลผู้ดำเนินรายการก็เปิดเพลงและ live session เวอร์ชันที่เรายังไม่เคยได้ฟังที่ไหนมาก่อน How Can I Make It Okay? ซิงเกิ้ลล่าสุดที่พวกเขาเพิ่งปล่อยไป เป็นเพลงที่ทำให้เรานึกถึงอัลบั้มชุดที่สอง Visions of a Life เหมือนกัน มีการโชว์เสียงร้องใส ๆ ของเอลลี่และใช้การเอื้อนที่น่าหลงใหลราวเทพธิดา เพลงนี้มีความนุ่มนวล และผสมผสานกับป๊อปช่วง 70s และร็อกซาวด์หนา ๆ เข้าด้วยกัน

จากนั้นก็กลับเข้าสู่ช่วงตอบคำถามจากสื่อ คุณทัต The Bangkok Post ถามว่า “ทำไมถึงเลือกเพลง The Last Man On Earth มาเป็นเพลงเปิดตัวอัลบั้มนี้ ทั้งที่เป็นเพลงเปียโนบัลลาด ซึ่งมีความแตกต่างจากสิ่งที่เราคุ้นเคยในความเป็น Wolf Alice มากทีเดียว

จอฟ: ครั้งแรกที่เราได้ยินเพลงนี้ก็รู้สึกว่ามันเป็นเพลงที่พิเศษมาก ๆ หลาย ๆ เพลงในอัลบั้มนี้ จะมีเวอร์ชันตอนที่เอลลี่ส่งเดโม่มา มันจะไม่ค่อยเหมือนกับในอัลบั้มหรอกนะครับ เริ่มจากจุดนึงแบบนี้ พอไฟนอลคือเป็นอีกแบบไปเลย แต่เพลงนี้เหมือนเรามีความเชื่อมโยงทางอารมณ์อย่างรุนแรง

มันน่าสนใจว่าเราจะเอาเพลงอะไรปล่อยเป็นเพลงแรกดี ถ้าเป็น Smile หรือเพลงอื่น คนฟังที่ชอบเราอยู่แล้วก็จะเดาได้ละว่า เอ้อ เคยได้ยินเพลงแบบนี้จาก Wolf Alice มาก่อนแล้วนะ แต่พอเป็น The Last Man On Earth มันเป็นอะไรที่แปลกใหม่ ก็อาจจะดึงกลุ่มคนฟังใหม่ ๆ เข้ามาได้ หลังจากนั้นเราก็ค่อยนำเสนอเขาด้วยเพลงนอยซ์ ๆ อย่าง Smile ก็ได้

คริส จาก One Music ถามว่า สามเพลงที่ปล่อยมา The Last Man On Earth, Smile, No Hard Feelings มีความแตกต่างในเรื่องซาวด์หมดเลย อันนึงดูเนิบนาบ อันนึงนอยซ์ อันนึงดูเป็นเพลงบรรยากาศ ทีนี้ก็น่าสนใจมากว่าสุดท้ายแล้ว อัลบั้มนี้จะมีทิศทางเป็นแบบไหน

โจล: ตอนเราทำเพลง เราคุยกันเยอะมากว่าเพลงพวกนี้ทำให้เราเกิดความรู้สึกอะไรบ้าง ซึ่งแต่ละเพลงก็ทำให้เรารู้สึกต่างกัน มันเลยดูเป็นการคำนึงถึงแต่ละเพลงมากกว่าที่จะดูภาพรวมบรรยากาศของทั้งอัลบั้ม ซึ่งแน่นอน เราก็ไม่ได้ตั้งใจจะให้เป็นแนวอะไรเป็นพิเศษ ถึงแม้ว่าแฟนเพลงเราจะคาดหวังก็ตาม

อันที่จริงพวกเรามีเพลงที่เขียนไว้แล้วเยอะมาก ๆ มีหลายแนวมาก ก็เลยไม่แปลกที่จะมีเพลงตู้มต้ามแบบ Smile ด้วย หรือสบาย ๆ แบบ No Hard Feelings ด้วย แต่ละเพลงในอัลบั้มจะมีอารมณ์เฉพาะของมัน เป็นช่วงเวลาพิเศษเฉพาะตัวของมัน ดังนั้นก็น่าตื่นเต้นดีครับว่าจะมีเพลงไหนในอัลบั้ม Blue Weekend ที่ยังเป็นเพลงโปรดของคุณบ้าง (หัวเราะ)

เอลลี่: อย่างที่โจลบอกคือเราพยายามทำตามความรู้สึกที่ได้ยินจากเพลงนั้น ๆ เลยทำให้แต่ละเพลงในอัลบั้มมีความแตกต่างกันไปหมด ถ้าคุณไม่ได้คาดหวังที่จะให้มันมีภาพรวมที่ใกล้กันขนาดนั้น มันอาจจะสร้างประสบการณ์ที่ทรงพลังสำหรับเราที่เป็นศิลปิน รวมถึงคนฟังเอง ด้วยการที่อย่างน้อย ๆ มันก็เป็นทุกเพลงที่เรา 4 คนเป็นคนเล่นเอง มีโปรดิวเซอร์คนเดียวที่เคาะเพลงเหล่านี้ บางครั้งเราก็มีการคุยกันว่าอยากจะเขียนเพลงเกี่ยวกับอะไร อยากพูดเรื่องอะไร แต่ส่วนใหญ่งานเราจะเกิดจากการที่เราไม่ได้คาดหวังให้มันเกิด แต่พอมันออกมาแล้วเราก็หวังที่จะเพิ่มความเข้มข้นของความรู้สึกในงานนั้น ๆ เป็นรายเพลงมากกว่า

เฟิงโจว จาก EZFM ปักกิ่ง ถามถึงการทำงานของ How Can I Make It Okay? ที่มีการผสมผสานระหว่างบัลลาด กับความเกรี้ยวกราดอย่างในเพลง Smile

เอลลี่: เรามีเดโม่ แล้วเราลองซ้อมเพลงนี้กัน ก็รู้สึกว่าเป็นเพลงที่เล่นสนุกมาก คิดว่ามันเป็นสัญญาณที่ดี แล้วเราก็หยิบมาใส่ในอัลบั้ม คิดว่าโครงสร้างเพลงไม่ได้เปลี่ยนไปจากตอนนั้นซักเท่าไหร่ อาจจะต่างที่ความยาว แล้วก็โปรแกรมมิ่ง ส่วนโจลก็ใส่คีย์บอร์ดเข้าไปจนมันได้กลิ่นแบบ 80s (จอฟ: เออ วันก่อนโจลพูดได้น่าสนใจมากว่าซาวด์มันอิเล็กทรอนิกมาก)

โจล: ใช่ ผมใส่ซินธ์เข้าไปเยอะมากเพราะเอลลี่ปล่อยให้ผมทำ (หัวเราะ) แล้วก็ใส่พวกโปรแกรมมิง ใส่ซาวด์กีตาร์ใหม่ ๆ คือแค่พยายามทำให้มันมีโมเมนตัมของเพลงให้เรารู้สึกว่าไหลไปได้เรื่อย ๆ ลูปไปเรื่อย ๆ กับพวกคอร์ดเครื่องสาย ให้มันดูน่าสนใจ ใส่กลองเข้าไปหลังเสียงร้อง แล้วพอฮุกสุดท้ายก็อยากให้มีความรู้สึกเหมือนเรามาถึงจุดสูงสุดแล้ว เหมือนเราพยายามไล่จับกับความรู้สึกตอนที่ทำเพลงนี้ อย่างที่บอกครับว่าเราสนุกกับเพลงนี้มาก ไม่รู้ว่าควรจะต้องหยุดเมื่อไหร่เพราะเหมือนเล่นไปได้เรื่อย ๆ ก็เลยต้องเล่นไปก่อนจนรู้สึกอิ่ม แล้วคิดว่าตรงนี้คงพอดีสำหรับเพลง

Sam จาก Hitz มาเลเชีย ถามว่า ตอนปล่อยเพลง Smile มีข้อความไหนที่ได้รับจากแฟนเพลงที่รู้สึกว่าน่าจดจำที่สุด

จอฟ: กับเพลงนี้เราเจอแฟนเพลงใน YouTube ที่พยายามจะหาว่า ใครเป็นคนที่แก่ที่สุดที่ฟังวงเรา ก็มีคนนึงเขียนว่า ‘ผมน่าจะเป็นแฟน Wolf Alice ที่แก่ที่สุดในนี้’ ผมจำไม่ได้ว่าเขาบอกว่าอายุเท่าไหร่ น่าจะ 60 แล้วอีกคนบอกว่า ‘ผม 65 ผมชอบวงนี้มากเหมือนกัน’ แล้วมีคนอายุ 50 60 70 ที่บอกว่าทำไมวงเราถึงมีคนสูงอายุชอบเยอะ ซึ่งมันน่าสนใจและเจ๋งมากครับ คุณปู่คุณย่าก็อยากจะมีอารมณ์เกรี้ยวกราดบ้างเหมือนกัน (หัวเราะ)

การทำเพลงได้แรงบันดาลใจอะไรจากไซเคเดลิกด้วยหรือเปล่า

ธีโอ: เราชอบวงไซเคเดลิกหลายวงอยู่ครับ แล้วตอนที่เราทัวร์อัลบั้มแรกก็มีหลายวงที่มาทัวร์ในลอนดอนที่เป็นแนวนี้ อย่าง Temples ก็ทำเพลงสไตล์นี้ แล้วเราชอบแนวนี้ด้วย

จอฟ: ผมก็ชอบเพลงไซเคเดลิก มันให้ความรู้สึกเหมือนพาเราหลุดไปพื้นที่ใหม่ ที่ที่เราไม่คุ้นเคย พาเราไปโลกอื่น มันก็เป็นเทคนิคพื้นฐานของหลาย ๆ สิ่งที่เป็นไซเคเดลิกชอบทำกัน

โจชัว จากสิงคโปร์ บอกว่าเขาเจอคอมเมนต์ใน YouTube ของ Richard D. ที่พิมพ์ว่า ‘เขาอายุ 59 แล้วเขาก็ได้มานั่งสังเกตจริง ๆ ว่า วงนี้พิเศษมาก ถ้าวงนี้ไม่ดังก็ไม่มีต้องเรียกหาความยุติธรรมอะไรบนโลกนี้ละ’ คอมเมนต์นี้เลยนำมาสู่คำถามของโจชัวที่ว่า

การที่แต่ละคนคงจะมีความทรงจำที่สามารถนำมาผูกโยงกับบทเพลง แล้วถ่ายทอดออกมาเป็นผลงานหรือเปล่า เลยทำให้คนฟังคนอื่น ๆ เกิดความรู้สึกที่เชื่อมโยงได้เช่นเดียวกัน 

จอฟ: ไม่รู้สิ สำหรับผมคิดว่ามันคือความน่าทึ่งของดนตรีที่คุณสามารถเขียนถึงเรื่องเรื่องนึง แล้วมันอาจให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงในความคิดของคนอื่นที่มีต่อเรื่องเดียวกันนี้

สำหรับบางคนมันอาจะเป็นเรื่องที่สำคัญมากในชีวิต หรือบางคนอาจจะไม่ ผมจำได้ตอนเด็ก ๆ มีเพลงของ Willy Mason ชื่อ Where the Humans Eat สำหรับผมมันเป็นเพลงที่เพราะที่สุดที่ผมเคยฟัง ผมคิดว่ามันเกี่ยวกับการเป็นเด็กที่ยังไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วตัวเองเป็นใคร แต่แล้วผมเพิ่งเข้าใจว่าเพลงนั้นเขาเขียนเกี่ยวกับ ‘แมวของแม่’ เนี่ย บางทีการฟังของเรามันก็ไม่ได้ตีความแบบเดียวกับสิ่งที่ศิลปินคนนั้นต้องการจะถ่ายทอด คือพอรู้ที่มาแล้วมันอาจจะไม่เกี่ยวกับสิ่งที่เราฟังแล้วคิดตามด้วยซ้ำ (หัวเราะ) ในเรื่องนี้ผมเลยไม่รู้ว่าจะโยงเข้าสิ่งที่คุณถามยังไง อย่างในเรื่องความสัมพันธ์ของเรากับเพลงหรอ? …อย่างการที่เราใช้เวลาอยู่กับ 11 เพลงในอัลบั้มนี้ ก็ราว ๆ 2-3 ปีได้

โจล: ขึ้นอยู่กับเราเริ่มนับตอนไหน ถ้าเป็นตอนที่เอลลี่เริ่มเขียนเนื้อก็น่าจะ 2019 ได้ ตอนนั้นที่เราพักแปปนึงหลังจากไปทัวร์ แต่ค่อนข้างมั่นใจว่าหลายเพลงในชุดนี้เขียนกันขึ้นมาก่อนไว ๆ บนแล็ปท็อป

จอฟ: มันตลกดีตอนที่ได้ยินเดโม่ The Last Man On Earth ครั้งแรกแล้วรู้สึกตื่นเต้นมาก ๆ มันน่าทึ่งว่านี่คือสิ่งที่เราจะได้มาทำร่วมกัน ตลอดเวลาที่อัดมาปีกว่า จากที่เรามองว่ามันเป็นเพลงที่ดี เป็นเพลงที่มีศักยภาพ มันวิเศษสุด ๆ กลายเป็นเราโคตรเบื่อกับเพลงนี้แล้วอะ (หัวเราะ) ไม่ไหวแล้ว จนเราทำเสร็จ มีเวลาได้พักกับตัวเอง แล้วกลับมาฟังอีกรอบ ก็รู้สึกมีความสุขกับเพลงนี้ครับ… ไม่รู้ว่าตอบตรงคำถามหรือเปล่านะ 

อยากให้ช่วยแชร์ความลับเกี่ยวกับอัลบั้มนี้กันหน่อย ได้ข่าวว่าถ่ายมิวสิกวิดิโอกันมาเยอะมาก 

ธีโอ: ช่วงที่เราล็อกดาวน์ ก็เหมือนติดแหงกไม่ได้ทำอะไร เราเลยคิดว่าจะสื่อสารหรือโปรโมทอัลบั้มนี้ออกไปยังไงดี ก็เลยคิดว่าวิธีนึงที่ทำได้คือถ่ายมิวสิกวิดิโอ เราก็ได้คุยกันนิดหน่อย แชร์ไอเดียกัน แล้วมาจบลงที่ถ่ายวิดิโอทั้งหมด 11 ตัว (หัวเราะ) สำหรับทุกเพลงในอัลบั้ม แล้วมันก็เป็นเรื่องเล่าต่อกันแบบหลวม ๆ ที่เกี่ยวกับ Blue Weekend ทุกเพลงกำกับโดย Jordan Hemingway เขาเป็นศิลปินที่เราชื่นชอบผลงานกันอยู่แล้ว คนนี้เคยทำงานกับแฟชันแบรนด์หลาย ๆ ที่ แล้วก็งานของเขาเองก็เท่ เราเลยทำหนังสั้นออกมา มีเทรลเลอร์ที่ปล่อยมาให้ได้ดูกันแล้ว โจลก็เป็นคนทำ sound design ในแต่ละตอน ส่วนเอลลี่ก็ได้เล่นเป็นตัวเอก เป็นงานโหดอยู่เหมือนกันครับ 11 วิดิโอ ถ่ายกัน 8 วัน ถ่ายกันที่ทะเลในช่วงหน้าหนาว ก็หลอน ๆ อยู่ (หัวเราะ)

ภาพในวิดิโอต่าง ๆ ทำไมถึงดูมีความย้อนยุคไปหมด

เอลลี่: ชั้นว่าเราชอบงานของ Jordan Hemingway ซึ่งสไตล์ภาพที่เขาทำให้อัลบั้มของเราก็คือเป็นสไตล์งานของเขาอยู่แล้ว แต่เราก็มีคอนเซ็ปต์มาว่าอยากถ่ายวิดิโอแบบดูเก่า ๆ อยากให้ดูโรแมนติก ดูมีมนต์สะกด ให้มีบรรยากาศกลางคืนอะไรแบบนั้น

นิค จาก KKBOX ถามว่า หลังจากปล่อยมา 2 อัลบั้มแล้ว การทำอัลบั้มนี้มีความท้าทายยังไงบ้าง 

โจล: เรารู้สึกว่าได้มีเวลาทำงานในชุดนี้เยอะมาก เพราะโรคระบาดด้วย เราเลยได้ไปใช้เวลาสองสามเดือนที่บรัสเซลเพื่อทำอัลบั้มนี้ อีกเรื่องคือการที่เราได้ทำงานกับโปรดิวเซอร์คนใหม่ แล้วก็ได้เรียนรู้ว่าเราเป็นคนแบบไหนตอนทำงานในสตูดิโอ เทียบกับเมื่อก่อน คล้าย ๆ กับว่าเราเดินทางระหกระเหิน มีความเปลี่ยนแปลงไปบ้าง แต่แล้วบางตอนก็เหมือนวนกลับมาเป็นแบบตอนแรกที่เราเคยเป็น เป็นแบบนี้บ้างบางครั้ง แต่ไม่ใช่เรื่องไม่ดีอะไร ผมว่ามันเป็นเรื่องปกติของการทำงานเพลงอยู่แล้ว กับอีกทีคือเราทำเพลงนึงหลายเวอร์ชันมาก ๆ มันจะมีท่ีไม่เหมือนกับที่ได้ยินกันในอัลบั้มด้วย บางทีก็กลับไปยึดแบบที่ทำในเดโม่ มันก็แอบท้าทายกว่าชุดก่อน ๆ ครับ แต่พอมองกลับไปตอนนี้รู้สึกว่ามันก็สนุกแหละ สำหรับตัวผมเองเหมือนได้เรียนรู้อะไรใหม่เรื่อย ๆ กับการหยิบเพลงมาฟังอีกครั้งหลังทำเสร็จแล้ว ผมรู้สึกว่าบางทีเราต้องละตัวเองออกไปจากสิ่งที่จดจ่ออยู่กับมันเป็นเวลานาน แล้วพอกลับมาหามันอีกทีเราจะได้เห็นสิ่งที่มันเป็นจริง ๆ ได้ดีขึ้น 

สำหรับผมอัลบั้มนี้มันเป็นวิวัฒนาการของพวกเรา จากสองอัลบั้มแรก คือมาไกลมากกว่าที่คนเคยรู้จัก Wolf Alice ในสมัยก่อน เรามีพัฒนาการของความเป็นนักดนตรี และการเขียนเพลง มีความมั่นใจในการเซ็ตอัพสตูดิโอ รวมถึงมั่นใจในตัวเองมากขึ้น จอฟเล่นอะคุสติกกีตาร์ดีมาก ๆ ในชุดนี้ เอลลี่เองก็เขียนเนื้อเพลงได้ยอดเยี่ยม ธีโอก็เจ๋ง ผมก็เล่นกลองได้ดีที่สุดเท่าที่ในชีวิตนี้จะทำได้ มันเหมือนจุดที่ดีที่สุดของพวกเรา 

คุณเนม จาก Blast Magazine ถามว่าแต่ละคนชอบเพลงไหนในอัลบั้มบ้าง เพลงไหนใช้เวลาทำงานเยอะที่สุด

จอฟ: แทบทุกเพลงคือใช้เวลานานหมดเลย Lipstick on the Glass ก็เป็นหนึ่งในนั้นมั้ง เราทำออกมาหลายเวอร์ชันมาก มีอันที่เป็นอิเล็กทรอนิกจ๋า ๆ แล้วก็แบนด์จ๋า ๆ เลย มีการทดลองเยอะมากในเพลงนี้ ไม่ค่อยเป็นไปในแบบที่เราเคยทำกัน ใช้กลอง 5 ชุด ใช้กีตาร์คลาสสิก ใช้เวลานานเหมือนกันครับ ขั้นตอนยุบยับมาก แต่ผลสุดท้ายออกมาก็คุ้มค่าที่ใช้เวลาไปกับมันนะ 

ส่วนเพลงที่ผมชอบน่าจะเป็น The Beach II คือเรากระโดดไปมาระหว่างการทำงานที่สตูดิโอ A กับ B แล้ววันนั้นเอลลี่มาจากสตู B เขียนเนื้อมา แล้วผมรู้สึกว่ามันดีมาก ๆ มันเป็นเพลงที่พิเศษเพราะในแทร็คแรกของอัลบั้มก็เป็น The Beach ตอนจบก็เป็น The Beach II ให้ความรู้สึกเหมือนการเดินทางจากจุดนึง ไปอีกจุดนึง แล้วได้อารมณ์ที่กระฉับกระเฉงขึ้น

ธีโอ: ผมชอบ How Can I Make It Okay? ชอบมาก ๆ พูดถึงจนรำคาญตัวเองเหมือนกัน ชอบคอรัส กับการที่ทุกคนร้องไปพร้อม ๆ กันในเพลงนี้ อยากเล่นเพลงนี้แบบสดมาก ๆ เป็นเพลงที่ชอบที่สุดในโลกของผมแล้วครับ

โจล: ของผม Feeling Myself ครับ ผมมีความสุขมากที่ทำให้มันเกิดขึ้นมาได้ มันออแกนิกมาก ภูมิใจมากกับเครื่องดนตรีที่เรียบเรียงมาในเพลงนั้น ดีใจที่ได้มีมันในอัลบั้ม แล้วก็ชอบเนื้อเพลงด้วย

เอลลี่: Safe from Heartbreak (if you never fall inlove) ฉันอยากทำเพลงที่มีการร้องหลาย ๆ ท่อน เหมือนการร้องประสานเสียง ก็ดีใจที่ได้มีเพลงนี้ในอัลบั้ม มีซาวด์กีตาร์แบบใหม่ ๆ ด้วย 

เอลลี่ จาก Bandwagon สิงคโปร์ ถามว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้รู้สึกเติมเต็มที่สุดในการทำอัลบั้มใหม่

เอลลี่: ตอนที่ทำเพลงเสร็จแล้ว มิกซ์ มาสเตอร์แล้ว ออกไปเดินเล่นแล้วเอาเพลงมาฟัง นั่นเป็นครั้งแรกที่ชั้นรู้สึกว่า ฉันหายใจได้โล่งสักที (หัวเราะ)

Joox มาเลเชียถามว่า ตอนนี้มีช่องทางในการเสพเพลงใหม่ ๆ อย่างใน TikTok หรือ YouTube แต่สังเกตว่าร็อกไม่ได้รับความนิยมเท่าแร็ป หรือ r&b เท่าไหร่ในสมัยนี้ เป็นเพราะอะไร

ธีโอ: คนชอบพูดกันว่าร็อกตายแล้วจริงหรือเปล่า แต่อันที่จริงมันก็ยังมีคนที่ทำเพลงแนวนี้อยู่เรื่อย ๆ ร็อกกับป๊อปเป็นแนวเพลงที่ทำขึ้นได้ในสภาพแวดล้อมการทำงานที่ไม่ต้องอลังการมาก แค่มีแลปท็อปเครื่องเดียวก็ทำเพลงร็อกเจ๋ง ๆ ได้แล้ว แต่มันน่าสนใจที่โครงสร้างของการทำเพลงร็อก หรือการมีวงร็อกเนี่ย มันต้องมีกลองชุด มีนั่นมีนี่ ซึ่งในแง่เศรษฐศาสตร์แล้ว การมีวงดนตรีไม่ใช่มีความคิดที่ดีเลย (หัวเราะ) ซึ่งผมอิจฉาคนในแนวเพลงอื่นที่ทำเพลงออกมาได้เยอะ ๆ อย่างมิกซ์เทป ก็ทำได้ 2 ชุดต่อปี ผมว่าแนวเพลงของพวกเรามันเป็นการต้องใช้เวลาที่จะสร้างคอนเทนต์ตรงนี้เยอะมาก

จอฟ: อัดเพลงใน iPhone แมะ จะได้ไม่เปลือง (หัวเราะ)

ในฐานะศิลปินหญิง เราต้องรับมือกับอะไรบ้าง ตอนนี้ 2021 แล้ว มีอะไรเปลี่ยนไปบ้างไหม

เอลลี่: อย่างในอังกฤษ หรือทั่วโลก หลาย ๆ เฟสติวัลก็มีรายชื่อศิลปินผู้ชายในไลน์อัพเยอะอยู่นะ เอาจริงฉันโดนถามคำถามนี้บ่อยมาก แต่ก็เข้าใจแหละว่าทำไม จริง ๆ แล้วมันก็น่าเศร้านะที่เห็นผู้หญิงน้อยในไลน์อัพ แต่ส่วนนึงคือเราไม่ได้มีการสนับสนุนให้ผู้หญิงมาอยู่ในวงการนี้ หรือในเบื้องหลังก็มีผู้หญิงทำงานตรงนี้น้อยอยู่แล้ว มันคงจะดีถ้าวงการเปิดรับในความหลากหลายมากขึ้น มีพื้นที่ให้ทุกคนมากกว่านี้ ก็อาจจะต้องใช้เวลาแหละค่ะ แต่ส่วนตัวฉันไม่ได้โดนข่มเหงรังแกอะไรนะ แค่คิดว่ามันก็คงจะดีค่ะถ้าทุกคนได้มีสิทธิเท่าเทียมกัน

Wolf Alice Blue Weekend

รู้สึกยังไงที่จะได้กลับมาเล่นสดอีกครั้งเร็ว ๆ นี้ พร้อมกับจะได้เล่นเพลงใหม่ ๆ ด้วย

ธีโอ: เราอยากจะไปเล่นสดเต็มแก่แล้วครับ ตอนนี้วัคซีนก็เริ่มได้ฉีดกันบ้างแล้ว ก็หวังว่าสถานการณ์จะดีขึ้นเร็ว ๆ นี้ครับ แล้วเราก็จะได้เจอแฟนเพลงทุกคนเหมือนเดิม ไม่ต้องอยู่กันหน้าแล็ปท็อปแล้ว

เมื่อไหร่ Wolf Alice จะได้กลับมาเล่นที่เอเชีย

ธีโอ: ก็ เมื่อไหร่ก็ตามที่เขาบอกให้เราบินได้ เราจะไปเลยครับ ไปถึงสนามบิน ลืมเครื่องดนตรีแม่งทุกชิ้น แล้วซื้อเอาใหม่เลย

จอฟ: เราจะนั่ง UBER ตรงไปเอเชียเลยครับ

ฟังอัลบั้ม Blue Weekend จาก Wolf Alice ได้ ที่นี่

Blue Weekend - Wolf Alice ที่มาของชื่ออัลบั้ม คือ

blue weekend - wolf alice Vinyl

ชื่อ 'Blue Weekend' มาจาก เอลลี่ กับ โจล นั่ง UBER กันที่บรัสเซล ประเทศเบลเยียม ที่พวกเราอัดเพลงกัน แล้วเอลลี่ก็พูดขึ้นมาว่า 'เดี๋ยวสุดสัปดาห์หน้า ถ้าท้องฟ้ายังเป็นสีฟ้าอยู่ (blue weekend) เราน่าจะไปเที่ยวป่าแถวนี้กันนะ' คือตอนนั้นท้องฟ้าเป็นสีฟ้าแบบที่ลอนดอนตอนนี้เลย แล้วชื่อนั้นมันก็ติดอยู่ในหัวเราตลอดมา โจลพูดอยู่นั่นแหละว่าชอบชื่อ Blue Weekend มาก ถ้าเอามาเป็นชื่ออัลบั้มคงจะเท่ดี เพราะคำว่าสีฟ้ามันให้ความหมายได้สองด้าน ทั้งสุข ทั้งเศร้า มันเป็นสีที่มีหลายความรู้สึก

รายชื่อสมาชิกวง Wolf Alice

Wolf Alice คุยถึงอัลบั้มล่าสุด Blue Weekend พร้อมชม Live Version สุดพิเศษ

Ellie Rowsell (ร้องนำ, กีตาร์) Joff Oddie (กีตาร์) Theo Ellis (เบส) Joel Amey (กลอง)

Wolf Alice คือวงดนตรีแนวไหน Genre

Wolf Alice คือวงดนตรีแนว Alternative Rock จาก อังกฤษ

Rich Brian, NIKI, Warren Hue ปล่อยซิงเกิลใหม่ California 

Nulbarich ชวน Phum Viphurit ร่วมงานในเพลงสุดเย้ายวน A New Day

About the author

อิ๊ก เนิร์ดดนตรีที่เพิ่งกล้าเรียกตัวเองว่าเป็นนักเขียนตอนอายุ 25 ชอบเดินเร็ว นอกจากขนมปังกับกาแฟดำแล้วก็สามารถกินไอศกรีมกับคราฟต์เบียร์แทนมื้อเช้าได้