“ดอกไม้ในหนังสือหน้าที่75” ผลลัพธ์ตลอดการเดินทาง 9 ปีของ The Whitest Crow สู่รังใหม่ New Folder

176

ถ้ามีใครซักคนตะโกนขึ้นมาว่า Come on! Come on! Come on! คนทั่วไปอาจจะงงว่าจะเสียงดังทำไม แต่มีคนกลุ่มหนึ่งแน่ ๆ ที่พร้อมจะตะโกนกลับไปว่า Let me be with you! กว่า 9 ปีที่ทุกคนร้องเพลง Be With You ของ The Whitest Crow ได้สำหรับคนฟังอาจเร็วชั่วพริบตา แต่สำหรับพวกเขาแล้ว มันคือการเดินทางที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ จากการลองผิดลองถูกล้มลุกคลุกคลานมานับครั้งไม่ถ้วน

เราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงผ่านแนวดนตรีที่กลมกล่อมตามวัย ลุคของวงที่ค่อย ๆ เรียบง่ายขึ้น เราไม่แน่ใจว่าพวกเขาสังเกตการเปลี่ยนแปลงของตัวเองมั้ย แต่ ดอกไม้ในหนังสือหน้าที่75 ก็เหมือนดอกผลของการทำงานมาตลอด 9 ปี ที่แตกต่างจากสิ่งที่พวกเขาเคยเป็นทั้งหมด และเส้นทางดนตรีภายใต้ค่ายใหม่ New Folder ซึ่งดูแลโดย อ๊อฟ Big Ass สังกัด Genie Records เราได้มีโอกาสคุยกับเขาในงานเปิดตัวซิงเกิ้ลใหม่ที่ Speaker Box ถึงจุดเปลี่ยนอีกครั้งของวง

สมาชิกวง The Whitest Crow 
ไตเติ้ล—ปฏิภาณ สุวรรณสิงห์ (ร้องนำ)
อ๋อง—วิศวชาติ สินธุวณิก (กีต้าร์)
แบงค์—นนทพัทธ์ พรหมจาต (เบส)
เบ็น—นัทธพงศ์ พรหมจาต (กลอง)

สัมภาษณ์ The Whitest Crow การเดินทาง 9 ปี 'ดอกไม้ในหนังสือหน้าที่ 75' และเส้นทางดนตรีภายใต้ค่ายใหม่ New Folder ซึ่งดูแลโดย อ็อฟ Big Ass Genie Records
credit: The Whitest Crow

อีกามีอายุเฉลี่ยประมาณ 20 ปี ถ้าเทียบกับวง The Whitest Crow ก็เกือบครึ่งชีวิตแล้ว

ไตเติ้ล: ผมไม่เคยคิดเลยนะว่าเราจะอยู่ถึงเมื่อไหร่ ถ้าเทียบกับอายุของอีกาวงก็ดูเป็นวัยกลางคนอยู่นะ ตอนเริ่มแรกแพชชั่นของแต่ละคนคือเล่นกันขำ ๆ แต่ตัวผมเองถ้าชอบอะไรก็ทำไปเรื่อย ๆ อยู่ละ ไม่เลิกทำหรอก ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดีก็ทำไปเรื่อย ๆ เรารู้สึกว่าเราได้ทำอะ พอทำไปก็เริ่มมีหลายปัจจัยเข้ามา ก็รู้สึกว่าเราทำได้นี่หว่า ไม่ว่าจะสเต็ปเล็กหรือสเต็ปใหญ่ จนมาถึงจุดนี้วิธีคิดอะไรเราเปลี่ยนไปเยอะ วิธีการทำเพลง ถ้าคนมาฟังเพลง The Whitest Crow ปัจจุบันเทียบกับเมื่อก่อน จะรู้สึกว่าพวกมึงทำตัวแมสขึ้นว่ะ แต่จริง ๆ แล้วเราไม่ได้พยายามจะโกแมสอะ ผมสาบานได้เลยว่าอันนี้มันอัตโนมัติสัตว์ ๆ คิดเพลงมาได้แบบนี้จริง ๆ ไม่ได้พยายามที่จะฟังง่าย มันอาจจะเป็นที่อายุของพวกเราด้วยว่าทำมาแล้ว มันออกมาเป็นแบบนี้เองว่ะ วิธีคิดในเพลง เนื้อหาเพลง ก็อยู่ในวัยกลางคนแล้ว

สมัยก่อน The Whitest Crow ก็ร็อกปะ

ไตเติ้ล: กระโตกกระตากอะ เด็กมันซ่า (หัวเราะ)

อ๋อง: ยิ่งยุคแรก ๆ นี่ไซคี (หัวเราะ)

ไตเติ้ล: พี่อ๋องมาซ้อมอะ สิ่งแรกที่ทำไม่ใช่วางของอะ แต่ยกเหล้าขึ้นมาจิบก่อน พี่อ๋องมาผมยาวมาเลย กางเกงขาสั้นแบบบ็อกเซอร์ มาถึงเปิดหงษ์มาจิบแล้วค่อยเซ็ตของ (หัวเราะ) เมื่อก่อนมันซ่ากว่าแหละ เหมือนคนที่ชอบบอกว่าช่วงมัธยมหรือมหาลัยใช้ชีวิตไปเลย อยากทำไรทำเลย มันเรื่องจริงเว้ย พอโตมาต้องทำงานแม่งมีหลายเรื่องให้คิดละ

เป้าหมายของ The Whitest Crow เปลี่ยนไปบ้างไหม

ไตเติ้ล: มันไม่เคยเปลี่ยน ยังไงเราก็ต้องไประดับโลกอะ ตั้งแต่เด็กละ ฝรั่งมันต้องฟังเราดิวะ เราทำเพลงอังกฤษเพราะไม่ได้ตั้งใจให้คนไทยฟังได้อย่างเดียว ประเทศเรามันเล็กมากถ้ามองทั้งโลก เราเลยทำเพลงภาษาอังกฤษมากกว่า

ถึงเราเคยทำเพลงภาษาไทยกันบ้าง เอาจริง ๆ ภาษาไทยแม่งเป็นภาษาที่ยากสัตว์ ๆ สำหรับพวกเรา ไหนจะวรรณยุกต์ เพี้ยนเสียงไปความหมายเปลี่ยน ที่ตัดสินใจทำเพลงภาษาไทยเพราะมันเป็นสิ่งใหม่ของวง ผมเบื่อที่จะทำเพลงเดิม ๆ ละ เพลงภาษาอังกฤษนี่แต่งแป๊ปเดียวก็เสร็จ ไม่ได้โม้นะ แต่งมาไม่ได้ดีหรอก แต่มันแต่งง่ายมากในมุมผม ร้องได้ละไม่ต้องสระสรวยอะไร แต่เพลงไทยแม่งโคตรยาก ใช้คำว่ายากเหี้ย ๆ ผมเลยนับถือคนที่ทำเพลงไทยได้เพราะมาก ๆ ในยุคนี้ วงใหม่ ๆ อย่าง LANDOKMAI อะไรเงี่ย ผมชอบมากแล้วภาษามันสวยมาก ๆ เลยอยากลองทำอะไรที่เป็นโจทย์ใหม่ของวง แต่เราก็ไม่ได้คิดว่าเราจะแมสนะ มันก็มีภาพให้เห็นว่าคนทำเพลงอังกฤษก็แมสได้ Phum Viphurit, Numcha, Daynim หรือ Gym & Swim อย่างงี้ เราไม่ได้ทำเพลงไทยเพราะอยากแมส แต่อยากทำอะไรที่มันใหม่กับวงมากกว่า

แต่การทำเพลงภาษาไทยจะกลายเป็นกำแพงไม่ให้ The Whitest Crow ไปถึงระดับโลกรึเปล่า

ไตเติ้ล: ก็ไม่ได้รู้สึกขนาดนั้นนะ แค่เบื่อ เบื่อกับอะไรเดิม ๆ The Whitest Crow ทำอะไรเดิม ๆ เป็นกีตาร์เล่นริฟฮาร์ดร็อกเหมือนเดิมก็น่าเบื่อละ เลยพยายามทำอะไรใหม่ ๆ ต้องเล่นกีตาร์โปร่งทั้งเพลง ไม่เคยเล่นกีตาร์โปร่งในโชว์มาก่อน กลองที่น้อยลง ทุกคนต้องมีส่วนร่วมประสานไลน์คอรัสมากขึ้น แล้วเพลงภาษาไทยอีก เลยอยากลองทำอะไรที่ไม่เคยทำซักหน่อยละกัน ตอนแรกพอรู้ว่าได้มาอยู่ New Folder อะทำเพลงไทยเลยเว้ย ทำเดโมเพลงไทยมา 4-5 เพลงเลย ปั้นมาแทบตายหลายเดือนเลย ส่งไปให้พี่อ๊อฟ Big Ass แกก็รู้สึกว่าดีนะ แต่อยู่ดี ๆ แกถามว่ามีเดโมภาษาอังกฤษมั้ย มีครับพี่ ก็เปิดให้ฟัง จากเดโมเพลงไทยแกนั่งนิ่งสัตว์ ๆ พอเปิดเดโมภาษาอังกฤษ แกบอกเอาแบบนี้ดิ แต่ลองไปใส่เนื้อไทยดูแต่ขอเมโลดี้เดิม มันเลยยากขึ้นกว่าเดิม (เอามือทาบอก) เชี่ย เมโลดี้เดิม จะกลายเป็นเพลงดิสนีย์รึเปล่า เธอสุขใจ~ (คีย์ดี) ก็เลยลองดูวะ ก็เป็นอะไรที่ท้าทายดี แม่งแก้เบื่ออะ เอาจริงวงพวกผมแม่งเบื่อง่ายสัตว์ ๆ ถ้ามีงานเล่นติดกันพวกผมแม่งเปลี่ยน song list แหละ

เพลงไทยยังปั้นกันหลายเดือน แล้วเพลงนี้ใช้เวลานานไหม

ไตเติ้ล: มันมหัศจรรย์มาก ผมมีเวลาเกือบอาทิตย์ในการเปลี่ยนเนื้อไทยเมโลดี้เดิม เพลงเดิม ดนตรีเดิม อีดิตดนตรีได้ เปลี่ยนสัดส่วนได้ แต่ครั้งเดียวผมผ่านเลยอะ อุ้ย ไอ้เหี้ยเกิดอะไรขึ้นอะ (ทำท่าป้องปาก) เหมือนงง ๆ พี่อ๊อฟคือชอบสัตว์ เออ ต้องยังงี้ดิวะ แล้วผมแบบ มันเกิดขึ้นได้ยังไงครับสิ่งนี้ (ตบโต๊ะ) ผมพยายามทำสิ่งนี้มา 9 ปีอะ ผมมีเพลงไทยมาเยอะมากตั้งแต่สมัยผมยาวบังเพื่อนอะ แต่ไม่เคยปล่อยออกมาเลย

พูดถึงเพลง ดอกไม้ในหนังสือหน้าที่ 75 หน่อย แค่ชื่อก็กินขาดละ

ไตเติ้ล: เพลงเนี่ยภาษาอังกฤษชื่อว่า Dried Flower Book คือดอกไม้แห้งที่อยู่ในหนังสือ มันเริ่มจากงาน Crossplay 3 ผมไปยืนสูบบุหรี่อยู่ข้างหลัง Voice Space มันเป็นสนามหญ้าโล่ง ๆ เลยวัชพืชที่คอนกรีตอะ แล้วแม่งมีดอกไม้สีเหลืองอยู่ดอกหนึ่งกลางตรงนั้นเลย เฮ้ย เหี้ยแม่งไม่ควรมาอยู่ตรงนี้ว่ะ ไม่รู้ว่าดอกอะไรด้วยนะ ผมรู้สึกว่าสวยดีว่ะ ก็ถ่ายรูปเก็บไว้ แล้วแบบ ไอ้เหี้ยเด็ดไปดีมั้ยวะ ผมมีนิสัยแบบเจออะไรสวยงามแล้วชอบหยิบไป เก็บไว้กับเราเนี่ยแหละปลอดภัยสุด ได้ความสวยงามมาไว้ครอบครอง ก็คุยกับแฟนว่าเด็ดไปดีมั้ย แฟนก็บอกว่าไม่เอา สงสารน้อง ปล่อยไว้แบบนี้ดีกว่า เลยเข้าไปเดินในงานต่อ

พอกลับมาใหม่ หาย (ตาโต) เอ้ย ไปไหนวะ มันหลอนนะ หายไปไหนวะมะกี้ยังเห็นอยู่เลย รูปก็ยังอยู่ สุดท้ายคือโดนเหยียบ มันเลยเป็นประเด็นว่าถ้าเราเด็ดไปตั้งแต่ตอนแรก ก็คงไม่โดนย่ำยีอย่างนี้ แต่ก็ตีกับตัวเองว่าถ้าเด็ดมามึงตายนะเว้ย ไม่ได้อยู่กับเราไปตลอด เลยเป็นไอเดียว่าคนมันชอบเด็ดดอกไม้ไปเก็บใส่หนังสือ แล้วโยงกลับไปไอเดียที่ว่าเราต้องการครอบครองอะไรอย่างหนึ่ง แต่ถ้าเด็ดไปก็คือทำร้ายอะ ปล่อยไว้ก็ทำร้ายเหมือนกัน เราไม่รู้ว่าการที่เรารักหรือทำอะไร อันไหนแม่งคือสิ่งที่ถูกสิ่งที่ผิดอะ เลยเป็นไอเดียของเพลงนี้ที่คน ๆ หนึ่งทำอะไรลงไปคือความรัก ทำเพราะรัก อารมณ์เหมือนพ่อแม่รังแกฉันอะ คนที่แบบรักคน ๆ หนึ่งมาก ๆ แต่สุดท้ายแล้วเราทำร้ายเขานี่หว่า แต่เราก็ไม่รู้อะ เพราะว่าเราคิดไปแล้วว่าสิ่งนี้ที่เราทำเพราะรักเขาจริง ๆ มันบริสุทธิ์มาก ๆ มันอินโนเซนต์อะ เลยเป็นไอเดียที่มาของเพลงนี้

เพลงมันเป็นภาษาอังกฤษมาก่อนแล้วต้องทำมาเป็นภาษาไทย ผมเลยต้องไปหาหนังสือมาอ่าน แล้วผมเป็นคนที่ขี้เกียจอ่านหนังสือ เลยไปอ่านสรุปบนปกหลัง แม่งเป็นไรที่ชุ่ยมาก ๆ มันชุ่ยพอ ๆ กับการที่คนเราพยายามทำความเข้าใจว่ารักคน ๆ หนึ่งต้องทำยังไง มันคือความชุ่ยเดียวกัน แต่มันคือความพยายามระดับหนึ่ง ผมก็หานู่นนี่ไปจนเจอหนังสือชื่อ “ว่าด้วยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม” ของ กฤษณมูรติ มันมีความสรุปย่อ ๆ อยู่ปกหลังว่า “ถ้าคุณไม่เข้าใจธรรมชาติ ชีวิตนี้คุณก็ไม่สามารถครอบครองอะไรได้เลยแม้กระทั่งคนรักของคุณ” ไอ้เหี้ยนี่แม่งเจ๋งว่ะ หนังสือมี 150 หน้า ผมเลยคิดว่า การที่คนเราพยายามเข้าใจอะไรอย่างหนึ่ง แต่ไม่เข้าใจมันทั้งหมดก็อยู่ได้แค่ครึ่งเล่มแหละ อย่างน้อยเราก็พยายามแล้วนะ ดอกไม้เลยเหมือนคนรักคนหนึ่งที่ถูกเด็ดไปอยู่ในหนังสือหน้าที่ 75 กึ่งกลางของเล่ม ยาวมั้ยละคะคุณผู้โชมมม (หัวเราะ) ผมก็ไม่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้นะ เข้าใจมันแค่นี้แหละ ไม่รู้ว่าอ่านครบ 150 หน้าจะเข้าใจมันทั้งหมดหรือเปล่า

เหมือนแนวเพลงของวงจะเปลี่ยนไปตามรสนิยมเพลงที่ไตเติ้ลฟัง แล้วตอนนี้เราได้แรงบันดาลใจจากไหน

ไตเติ้ล: ถ้าฟังเพลงเดโมทั้งหมด มันเป็นเพลงที่ขึ้นด้วยกีตาร์โปร่ง ผมพยายามเปลี่ยนวิธีการทำงานแหละ เมื่อก่อนผมขึ้นจากกีตาร์ไฟฟ้า แอ๋ ๆ (ทำท่าโซโล่กีตาร์) ไม่ก็ขึ้นจากท่อนหนึ่ง Come on, come on! อะไรงี้  ผมลองเปลี่ยนวิธีขึ้นเพลงแบบไม่มี reference ใด ๆ เมื่อก่อนอยากได้เพลง hard rock ก็ลองขึ้นแบบ hard rock เลย แต่ตอนนี้เหมือนเขียนเนื้อไปเรื่อย ๆ แล้วมันมาเองโดยธรรมชาติ หรือธรรมชาติเราเป็นคนชอบเพลงแบบนี้วะ พอมันออกมาก็ใกล้เคียงนะ มีรีฟที่ชัดเจน มีท่อนที่กึ่ง ๆ post-rock ที่สาด ท่อนนี้ขอเพลงดิ่ง ๆ อะ ธรรมชาติของผมก็ชอบเพลงแบบนั้นอยู่แล้ว เราทำงานโดยที่ไม่ได้มานั่งคิดว่าเราทำเพลงแบบนั้นแบบนี้ดีกว่า ปล่อยไหลแล้วมันก็ได้อะไรแบบนี้ขึ้นมาเอง อันนี้ธรรมชาติที่สุดแล้วจากที่เคยทำเพลงมา

แล้วส่วนของเอ็มวีล่ะ

เบ็น: พวกผมเหมือนทำเพลงด้วยกันมา แต่ละคนก็มีไอเดียในหัวตัวเองขึ้นมาระดับหนึ่ง อาจจะตรงไม่ตรงก็แล้วแต่ พอมาเบรนสตอร์มกันรอบหนึ่งก่อนจะไปคุยกับทางผู้กำกับของทางแกรมมี่หามาให้ วันนั้นเติ้ลอ้วก แต่ก็คุยกันรู้เรื่องอยู่ ก็ค่อนข้างตรง แต่ละคนก็มีภาพในหัวที่คล้ายกัน

ไตเติ้ล: ซึ่งเมาทุกรอบ เมามาก อ้วกด้วย ผมอ้วกไปสี่รอบ ไปอ้วกแล้วมาคุยสตอรี่บอร์ด แต่ออกมาดีนะ ความพีคกว่าคือผู้กำกับก็มีภาพที่ใกล้เคียงกันด้วย ทีม New Folder เองทุกคนพอคุยกันแล้วมันมีจุดทับซ้อนที่กว้างมาก แต่ทุกคนมองเห็นจุดเดียวกัน เพลงนี้มันต้องมีผู้ชายผู้หญิง เหมือนหนังเรื่อง Perfume มีไอเดียคล้าย ๆ กัน ตามธรรมชาติคือคนอาจจะสงสารผู้ถูกกระทำ แต่เราอยากให้คนสงสารผู้กระทำมากกว่า เพราะเขาทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ มันน่าสงสารที่เขาไม่รู้ว่ามันถูกหรือผิดอะ ประสบการณ์ผมด้วยแหละที่ผมทำอะไรบางอย่างออกไปด้วยความบริสุทธิ์ใจ แต่มันกลายเป็นคดีของอีกคนอะ กลายเป็นบทเรียนของผมอะ โดยเฉพาะเรื่องความรักอะ กูทำผิดหรอวะ ไอ้เหี้ยกูทำด้วยความรักนะเว้ย แต่มันอาจไม่ใช่ความรักที่ถูกต้องสำหรับอีกคนหนึ่ง

การเดินทาง 9 ปี 'ดอกไม้ในหนังสือหน้าที่ 75' ค่ายใหม่ New Folder
credit: The Whitest Crow

ที่ผ่านมาเราทำงานกันเองมาตลอด พอได้ลองทำงานกับมืออาชีพแล้วเป็นยังไง

ไตเติ้ล: เริ่มตั้งแต่เพลงเลยดีกว่า เราไม่เคยเข้าห้องอัดเลย เราแม่งประสาทแดกมาก เกร็งมากจะอัดได้มั้ยวะ ถ้ามันอัดเล็ก ๆ ไม่เท่าไหร่ แล้วห้องอัดแบบ กีตาร์โปร่งที่ผมใช้อัดตัวเกือบสองแสนอะ แล้วของโน่นนี่ สมัยก่อนก็อัดกันชิล ๆ กินเบียร์ ไปว่ายน้ำ บางทีนัด 11 โมงว่ายน้ำถึงบ่ายสามกว่าจะได้อัด (หัวเราะ) แต่นี่จริงจังมาก มีคนคุมอัด มีเทคมาช่วยเซ็ตของตอนอัด ประเด็นคือมีพี่อ๊อฟ Big Ass อยู่ พีคสุด แล้วผมแบบ โห ฟังเพลงมาตั้งแต่ ไอ้ฉันนั้นมีแค่มือ แต่เขานั้นมีอำนาจ~ (ทำเสียงเข้ม ๆ)

เบ็น: เอาอันนี้ใส่ด้วยนะครับ (หัวเราะ) ผมว่ามันเป็นเรื่องของโปรเซสต์ที่จริงจังมากขึ้น ทำงานกับค่ายแล้วมีไทม์ไลน์ที่ชัดเจน มีการปล่อยเพลงที่ชัดเจนว่าช่วงไหนอะไรยังไง กลายเป็นวันนี้ต้องเสร็จ วันนี้ต้องทำ อันนี้ต้องได้ ทุกอย่างมันซีเรียสและ intend มากขึ้น

ไตเติ้ล: แต่ว่าสิ่งที่มันยังเหมือนเดิมในมุมพวกผมคืออิสระในความคิด ตอนแรกเราเห็น The Yers เข้าไปอยู่ Genie Records ผมก็ไม่รู้ว่าเขาทำงานยังไง แต่เขาก็ยังเป็นของเขา พอมาเจอเองผมไม่โดนบังคับอะไรเลย พี่อ๊อฟบอกว่าโปรดิวซ์กันเองเลยมั้ย เฮ้ย ทำไมพี่ทำกับผมแบบนี้ ผมอยากให้พี่ทำ แล้วผมก็ทำ art direction เองด้วย พี่อ็อฟก็บอกเอาเลย

พี่อ๊อฟจะยุ่งแค่ตอนอัดร้อง ซาวด์ร้องแม่งเป็นอะไรที่ต้องสมบูรณ์ที่สุด ทุกอย่างอิสระมากเลยนะจนผมเจออัดร้อง ผมร้องกับไมค์คอนเดนเซอร์ไม่ได้อะ ผมได้ไมค์กลับไปพี่อ๊อฟให้ไปฝึกมา สารภาพเลย ลงนี่ไม่รู้พี่อ๊อฟจะอ่านมั้ย … ผมไม่ได้ซ้อมเลยพี่ (หัวเราะ) พีคปะ (เบ้ปาก) ผมเอาไปอัด S.O.L.E. (หัวเราะ)

เบ็น: อันนี้พวกผมก็ไม่รู้ (หัวเราะ)

อ๋อง: แล้วทำไมมึงกลับมาเซียนเลยอะ

ไตเติ้ล: ประเด็นคือผมกลับมาผมอัดได้ เพราะอะไร ร้าน Mellow Chic (มีนเพื่อนเติ้ลที่ทำงานอยู่ในแกรมมี่: หลังจบวันนั้นพี่อ๊อฟเดินมาบอกทั้งออฟฟิศว่า เราเจอวิธีทำให้เติ้ลร้องเพลงได้ละ ให้แม่งเมา) ผมกินเบียร์เกือบลัง (หัวเราะ) แล้วอัดผ่านเลย พี่อ๊อฟบอกแบบนี้แหละ ดีเลย ไอ้เราก็บอกว่าผมไปฝึกอยู่แป๊ปนึงครับ แต่ฝึกร้องในห้องน้ำ (หัวเราะ) วงเราเป็นพวกวิตกจริตด้วยแหละ เหมือน OCD กันทุกคน ถ้าไม่เมามันจะแบบ เฮ้ยทำไมไม่ได้วะ

เหตุผลที่ทำให้ตกลงอยู่กับ New Folder คืออะไร

ไตเติ้ล: มันเป็นอะไรที่น่าลอง เราเองก็อยากให้วงมันไปต่อได้ แล้วมันเป็นข้อเสนอที่แบบ New Folder เลยเว้ย พี่อ๊อฟ Big Ass เลยนะเว้ย มันมีคนเห็นศักยภาพของเรา เราอยากทำงานกับคนที่ชอบเราอะ ไม่ใช่แบบ พี่ครับรับเดโมผมหน่อยครับ อันนี้มันคือเขาชอบเรา เราโอเคที่ไปทำงานกับเขาอะ มันเหมือน high five พอดี (ประสานมือตัวเอง) ลองเว้ย วงอยู่มา 9 ปีแล้วเราลองอะไรใหม่ ๆ ตลอด ตั้งแต่แบบแต่งตัวเซอร์จัด ไอ้เหี้ย อยู่ดี ๆ ไปเนี๊ยบเซ็ตผมกันทุกคน กลับไปเป็นไซคี จนปัจจุบันลองมาทำเพลงไทย มันไม่ใช่เรื่องเสียหายที่วงจะทำอะไรแบบนี้ มันคือช่วงชีวิตหนึ่งของวง มันคือวัยกลางกา (ทำหน้าจริงจัง)

ใน New Folder มีใครอีก

ไตเติ้ล: Eleven ครับที่กำลังจะปล่อยตามมา อะร้องเพลง Eleven หน่อย

อ๋อง: ได้มั้ย tell me what you need~ (คีย์บี) (ทุกคนหัวเราะ)

ไตเติ้ล: (หัวเราะ) อย่างเจ๋ง มี The Whitest Crow มี Big Ass อีกวง (หัวเราะ)

อ๋อง: เขามาดูแลมั้ย

จะได้มีโอกาสทำงานกับวงรุ่นใหญ่ในแกรมมี่ไหม

ไตเติ้ล: ตอนนี้ยัง เบอร์ใหญ่สุดที่ผมเจอก็พี่อ๊อฟเนี่ยแหละ พอทำงานกับแกแล้วรู้เลยว่า ไอ้เชี่ย Big Ass อยู่มาถึงทุกวันนี้ได้ยังไง พี่อ๊อฟแกเฉียบขาดมาก ไดเร็คชั่นตอนทำเพลงอะไรงี้ มุมมอง วิธีคิดหรือสกิล โหดมาก กีตาร์สายเพี้ยนแค่เนี่ย จูนเนอร์ละเอียดสุดเพี้ยนขึ้นแดงนิดเดียว ไอ้เหี้ยพี่รู้ได้ไง เล่นไปซักพักแกฟังบอกเพี้ยนให้ไปจูนมาใหม่ แกมีมุมมองที่ขาดระดับหนึ่ง อันนี้ดี อันนี้ดี คำว่า Big Ass นี่ไม่ได้ได้มาง่าย ๆ จริง เออ เขามาบอกว่าเพลงผมอหังกา ผมก็งง เหมือนอหังการไงครับ ไอ้เราก็เชื่อเขา แต่อันไหนไม่ดีแกก็จะบอกนะ

เบ็น: เขามีวิธีในการพูดของเขา อันไหนถ้าแกให้ผ่านเขาก็ให้ผ่านอย่างราดเร็ว

เป็นครั้งแรกด้วยรึเปล่าที่วงมีคนคอยคอมเมนต์

ไตเติ้ล: ใช่ (ปรบมือ) เป็นสิ่งที่วงต้องการมาตลอดเลย เราตัดสินใจมาทำสิ่งนี้เพราะเราอยากมีคนมาช่วยไกด์เรามาก ๆ อยู่กันสี่คนมันเออออกันอยู่แล้ว แบบนี้ดีแล้วแบบนี้เท่ แต่เขาก็ไม่ได้บังคับนะ เขาพยายามสนับสนุนในทางที่เราควรจะเป็นมากกว่า

มีคุยเรื่องอัลบั้มเต็มหรือยัง

ไตเติ้ล: จริง ๆ ก็ไม่ได้วางแผนขนาดนั้น เราทำเพลงแบบเป็นซิงเกิ้ล แต่เราก็อยากทำอีพีอะไรซักอย่างเหมือนกัน

เห็นไปจอย #UnmutePeople เราคาดหวังอะไรบ้าง

ไตเติ้ล: พอเรามีพื้นที่อะ เราทำเพลง เราสร้างความบันเทิงความสุขความเศร้าให้คนฟัง พอเรามีพื้นที่ก็อยากใช้ให้มันมีประโยชน์มากที่สุด S.O.L.E. ผมก็ให้อิสระมากเลย ไม่มีใครมาควบคุมเราก็พูด เราไม่ได้เป็นกระบอกเสียงใหญ่เหมือน พี่แอมมี่ The Bottom Blues, พี่นะ Polycat, Taitosmith หรือน้องตูน t_047 แต่อย่างน้อยเราก็เป็นกระบอกเสียงหนึ่ง สุดท้ายแล้วมันคือทฤษฎีที่ว่าเสียงเล็ก ๆ รวมกันก็กลายเป็นเสียงที่ดัง เราก็พยายามใช้พื้นที่ที่เรามีให้คุ้มเอามาซัพพอร์ตสิ่งนี้ ทุกคนมีสิ่งที่ควรจะพูด ถ้าคุณคิดว่าสิ่งที่คุณทำมันถูก ก็ถกเถียงกันได้ ก็เราคิดว่าสิ่งนี้มันไม่ถูกต้องอะ ยิ่งเป็นความรุนแรง เชี่ย พ่อแม่ตีลูกยังรู้สึกว่าทารุณเลย มึงไม่ใช่พ่อแม่เขาด้วยมึงมาทำรุนแรงเขาได้ยังไง เราเห็นคลิปแมวโดนทำร้ายเรายังรับไม่ได้ แต่นี่เป็นคนโดนทำร้ายอะ มันคือเรื่องของความเป็นคนอะ

อะไรก็ได้ มึงจะด่าพ่อล่อแม่ว่าแม่มึงแม่งหีโบ๋ เอ้ยเหี้ย ลงไปในสัมภาษณ์ปะเนี่ย (หัวเราะทำท่าตกใจ) ด่าแบบนี้ยังดีกว่ามึงมาทำร้ายคนอื่นอะ คดีหมิ่นประมาทกับคดีทำร้ายร่างกายอะ อย่างน้อยเราก็อยากซัพพอร์ตว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ควรเกิดขึ้น ไม่ว่าจะในครอบครัว ในสังคม ในประเทศ ในโลกนี้

มิวสิควิดีโอ ดอกไม้ในหนังสือหน้าที่ 75

ดราม่าในเฟสติวัลที่ผ่านมามีคนบอกว่าไม่ควรเอาการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องกับดนตรี เราคิดยังไงบ้าง

ไตเติ้ล: ผมว่าการเมือง แฟชั่น ดนตรี ศิลปะมันคือไลฟ์สไตล์ การเมืองก็เป็นสิ่งที่คนสนใจ มันไม่ผิดที่คอมมูนิตี้หนึ่งจะถกเถียงเรื่องต่าง ๆ พร้อมกัน ยิ่งเรามีคนรุ่นใหม่เยอะขนาดนั้นอะ มันเป็นสิ่งที่เราควรพูดว่าเราควรทำอะไรหรือไม่ควรทำอะไรในสังคม สมมติมีคนมายืนดู ตูน t_047 ทาสีตัว พี่ตูนเป็นเหี้ยไรเนี่ยเขาก็มีสิทธิ์ที่จะพูดงี้ แต่คนที่พร้อมจะซึมซับสิ่งนี้ไปก็เป็นสิทธิ์ของเขา ศิลปินก็มีสิทธิ์ที่จะพูดกับแฟนเพลงเหมือนกัน เขาไม่ได้บังคับให้คนมาฟังนะ ทุกคนเปิดใจมาก ๆ ที่จะมารับอะไรพวกนี้ ไม่ใช่แบบเหมือนไปค่ายรับน้อง พวกมึงก้มหน้าแล้วฟังกูร้อง ฉันไม่ใช่บ้านหลังใหญ่~ ไม่มีอะไรให้พักพิง~ พ่อแม่มึง! (บีบเสียงเข้มแบบจ๋าย Taitosmith) นึกออกปะ บางทีคนแม่งชูสามนิ้วก่อนที่เราจะชูด้วยซ้ำ เราก็บอกว่าอย่าน้าเดี๋ยวเราโดนจับกันหมด (Nifty: เราห้ามจริง ๆ ใช่มั้ย) จริง ๆ โดนจับก็สนุก แต่ว่าไม่จับคงดีกว่า (หัวเราะ)

ส่วนตัวไม่ได้มีข้อพิพาทอะไรกับเขาใช่ไหม

ไตเติ้ล: เราก็ไม่รู้เบื้องลึกเบื้องหลังเขา แต่เราเข้าใจเพราะเราทำงานอีเว้นท์มา การที่เกิดเงื่อนไขเนี่ย โอเคผมไม่เล่นถ้าค่าตัวเท่านี้ คือเรารับปากแล้วอะ ถ้าไม่พอใจก็ไม่ต้องไป แต่อันนี้คือทุกคนพร้อมที่จะไป ก็ไป แต่ผมว่าจุดบกพร่องมันคือเขาพยายามทำเพื่อคอมมูนิตี้แต่ต้องทำพาณิชไปด้วยในตัว ผมเลยรู้สึกว่าเป้าหมายเขาไม่ชัดเจน คนก็จะแบบทำไมมึงเอาตังไปจ้างวงนี้ ไม่เอาตังไปจ่ายน้องเขาละ ก็เขาต้องจ้างวงนี้เพื่อให้คนมาเยอะ ๆ มันก็มีความย้อนแย้งในตัว เป็นปัญหาที่เขาต้องแก้ไขเอง วงที่เขามาเล่นงานนี่ก็ยอมรับแล้วเป็นเรื่องของวง แต่มันก็ไม่ถูกแหละถ้าวงไม่ได้รับความเป็นธรรม แต่วงก็ต้องเล่น คือ BTS ราคาร้อยนึง ถ้าเราต้องนั่งยังไงเราก็นั่งอะ

ผมว่ารากฐานของความสะดวกมันคือการเมืองอะ ถ้าการเมืองแม่งดีทุกอย่างแม่งดี ทำไมงานนั้นต้องมีรถรับส่งเพราะขนส่งมวลชนมันเหี้ยอะ ไม่งั้นเราไม่ต้องวนซ้ายไปหน้าแฟชั่นไอแลนซ์ประมาณครึ่งชั่วโมง ไม่ใช่เรื่อง

เฟสติวัลอันนั้นก็คือหลักฐานว่าการเมืองเรามีปัญหาจริง ๆ

ไตเติ้ล: ผมว่ากระทรวงวัฒนธรรมอะที่ซัพพอร์ตดนตรี ควรเลิกซัพพอร์ตโขนหรือระนาดได้แล้วเพราะมันไม่ใช่ธุรกิจอะ เราควรมองได้แล้วว่าความเป็นไทยไม่ได้มาน่องแน่ง ๆ (ทำท่าตีระนาด) หรือกูต้องมารำโขน ผมเรียนโขนมาก่อนตอนประถมก็เห็นว่าเขาอนุรักษ์จริง แต่การที่จะทำให้เราส่งออกซัพพอร์ตได้อะ คือการทำธุรกิตดนตรีให้มันแข็งแรง ไม่ว่าจะเป็น t-pop ทำโน่นทำนี่ เขาควรหันมาซัพพอร์ตสิ่งนี้ได้แล้ว เพราะมันส่งออกได้ ไม่ใช่แค่เราร้องว่าเรามาผสมข้าวหอมมะลิได้แล้วนะ ประเทศอื่นเขาจดสิทธิบัตรกันไปหมดละ

เราทำวงมา 9 ปี เราพอจะมองเห็นไหม ปัจจัยอะไรทำให้ศิลปินนอกกระแสไทยดังได้ยาก

ไตเติ้ล: ผมว่าวัฒนธรรมเรา มุมผมนะ ผมเคยได้ยินว่าที่อังกฤษเขาจะไม่ยอมรับวงที่คัฟเวอร์เลย มึงต้องมีเพลงตัวเองดิ มันหลายปัจจัยอะ คนไปร้านเหล้าอยากฟัง โอ๊ต ปราโมทย์ แต่เขาค่าตัวสองแสน เขาไม่มีตังจ้างก็ไปหาคนมาเล่นคืนหนึ่งแปดร้อย ห้าร้อย เพื่อมาเล่นเพลงโอ๊ตปราโมทย์ให้คนฟัง พอธุรกิจอย่างงี้มันเกิดขึ้น คนก็คิดว่าไปเล่นคัฟเวอร์ก็ได้วะ คิดดูนะถ้ามันเกิดเป็น creative society ขึ้นมา ต่อให้เพลงจะห่วยแค่ไหนแต่ทุกคนมี creative product ของตัวเองขึ้นมา ทำให้มันกลายเป็นสังคมที่อุดมด้วยความคิดสร้างสรรค์อะ มันส่งออกได้ ทำโน่นทำนี่ได้ มันเป็นคัลเจอร์ด้วยแหละ คนเจออะไรก็ฟังแค่นั้น ความหลากหลายทางความคิดสร้างสรรค์ไม่มากพอให้คนมาช็อปปิ้ง แล้วสื่อหลัก ๆ สื่อใหญ่ ๆ ก็ไม่เคย educate คนเรื่องงานศิลปะเรื่องความคิดสร้างสรรค์ ไม่มีละครดี ๆ ฉายก็เอาละครเก่า ๆ คุณภาพดีกลับมาฉายเลย ให้มันเป็นมาตรฐานว่าอันนี้คือของดี เหมือนส้วมอะ แค่ขี้ได้ก็จบ มันไม่ใช่ คนเรามันควรมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเนี่ย

เบ็น: ถ้าให้พูดมันเป็นวงจรอุบาทแหละ สิ่งที่เป็นปัญหาจริง ๆ คือการศึกษา การศึกษาของไทยเขาไม่เน้นให้เด็กคิดเป็น critical thinking ขนาดนั้น การที่เรามีมันจะสะท้อนได้หลายอย่างทั้งความชอบ ทั้งความคิดสร้างสรรค์ การศึกษาไม่ถึงก็เพราอะไร วนกลับไปการเมืองอยู่ดี ถ้าให้ผมจิ้มผมคงเลือกการศึกษาก่อน ให้คนซึมซับเห็นคุณค่าของศิลปะ สิ่งที่มันซับซ้อนกว่าแค่ดูแล้วตีความด้านเดียว ยกตัวอย่างละครทำไมถึงมีด้านเดียว เราเป็นคนกรุงเทพที่ระบบการศึกษาแทบจะพัฒนามากที่สุด เราก็ตีความได้มากกว่านั้น แต่คนต่างจังหวัดทำไมเขาถึงโอเค เพราะเขามองว่าไม่ต้องการมานั่งตีความกับอะไรต่าง ๆ ไม่ได้อยากซาบซึ้งกับศิลปะ เขาไม่มีเวลา แต่เขาไม่ผิดนะ เราก็ไม่ผิด เพียงแต่ถ้าเราพัฒนาทั้งหมดได้ มันก็น่าจะเริ่มเปิดพื้นที่ให้กับทุกอย่างไม่ใช่แค่ในกรุงเทพ จังหวัดหัวเมืองใหญ่ ๆ นักลงทุนก็อยากลงทุน ผมก็มองว่านักลงทุนก็ไม่ผิด เพราะเขาก็ไม่อยากขาดทุน มันไม่มีใครผิด เราต้องผลักดันให้แก้ไขอะไรกันได้แล้ว

อย่างเบนไปเรียนที่อังกฤษมา ซีนเฟสติวัลที่นั่นเป็นยังไงบ้าง มีเยอะแค่ไหน

เบน: เยอะ เยอะมาก จนผมรู้สึกว่าคนอังกฤษไม่ได้ตีความใหญ่ของเฟสติวัลที่คนแล้ว แทบทุกภูมิภาคจะมีเทศกาลประจำปีของเขาไปเลย ตอนที่ผมไปเสิร์ชดูที่โน่นว่ามีงานอะไรไปบ้าง มี 50 กว่างานอะ บางงานจัดสามวันร้อยกว่าวง มาหมด จิ้มอันไหนก็ได้ ผมอยู่ Leeds ก็มี Leeds Festival หรือ Manchester แม่งก็มี Parklife Festival ที่มันร้อยกว่าวงเหมือนกัน ในแต่ละเมืองที่มีเฟสติวัลก็จะมีงานรวมวงท้องถิ่นของวงประจำปี ก็เป็นร้อยวงเหมือนกัน คงเป็นเรื่องปรกติของพวกเขาที่จะซึมซับอะไรแบบนี้ กลายเป็นธุรกิจที่จำเป็นสำหรับเขาไปแล้ว

ฝากอะไรถึงแฟนเพลง The Whitest Crow ที่ติดตามมาตั้งแต่อัลบั้มแรกหน่อย

เติ้ล: เราไม่ได้ทำตัวแมสนะครับผม เราอยากทำอะไรที่ไม่เคยทำมากกว่า มันเป็นอะไรที่เราทดลองไปเรื่อย ๆ ฝากด้วยละกันครับ ถ้าใครยังไม่เคยฟังก็มาฟังกันได้ ต่อไปก็เป็นผัวเมียกันในวง (หัวเราะ)

ติดตามเพลงใหม่ล่าสุดของพวกเขา ดอกไม้ในหนังสือหน้าที่ 75 และข่าวสาวของวงได้ที่เพจ TheWhitestCrow

the whitest crow 04
credit: The Whitest Crow

About the author

ชอบฟังเพลงใหม่ ๆ ตลอดเวลา และอยากแนะนำเพลงใหม่ ๆ ให้ทุกคนฟังผ่านตัวอักษร ตลอดเวลา