ร่างกายต้องการปะทะ! งานเปิดอัลบั้ม John Young Sandwich ที่ Hariguem Zaboy รอคอยมาหนึ่งปีเต็ม

นี่เราจะได้รีวิวคอนเสิร์ตกันปีละครั้งจริง ๆ ใช่ไหม (ฮา) จำได้เลยว่าคอนเสิร์ตล่าสุดที่เขียนถึงก็คืองานที่ก็มี Hariguem Zaboy เป็นหนึ่งในไลน์อัพเหมือนกัน ซึ่งจากงานนั้นเวลาก็ล่วงเลยผ่านมาเกือบจะครบปีพอดี แต่ครั้งนี้พิเศษกว่าเดิมเพราะว่า นี่คือคอนเสิร์ตเปิดอัลบั้ม ‘John Young Sandwich’ งานชุดที่ 3 ของพวกเขาที่ปล่อยกันมาตั้งแต่ต้นปี 2020 แต่ยังไม่ได้จัดซักทีก็เพราะอั้นกันมาจากโรคระบาดนี่แหละ

ตอนที่ Have You Heard? กับ Hariguem Zaboy ตั้งสเตตัสหยั่งเชิงว่าจะจัดหรือไม่จัดงานดีในเวลาแบบนี้ เชื่อว่าหลาย ๆ คนพร้อมใจกัน ‘ยุ’ ให้พวกเขาจัด เพราะถ้าไม่จัดตอนนี้แล้วมีประกาศมาตรการล็อกดาวน์มาอีกรอบ เราคงไม่ได้ดูคอนเสิร์ตไปอีกนาน ขนาดแค่ทุกวันนี้ยังเกือบลืมไปแล้วว่าเวลาไปคอนเสิร์ตต้องทำตัวยังไง 🥲

ขอขอบคุณภาพจาก Have You Heard? และ Nustarpon Jaruwahcharapon @freyrayray

5 กุมภาพันธ์ 2565

เทียบกับช่วงล็อกดาวน์ปีก่อน การต้องมาเจอคนเยอะ ๆ ในที่สาธารณะคงทำให้เราหลอนหนัก แต่คงเพราะมันผ่านมาสักพักแล้วเลยพอที่จะทำใจใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับมันได้ ดังนั้นการได้กลับมาดูไลฟ์คอนเสิร์ตเลยยิ่งเป็นอะไรที่เราตื่นเต้นมาก ๆ เพราะเหมือนเราเริ่มได้กลับมาใช้ชีวิตปกติกันแล้วล่ะทุกโค้นนน (ฮือ) เรามาถึงหน้าโรงภาพยนตร์ Lido 3 ตอนใกล้ ๆ 6 โมงเย็น ซึ่งเป็นเวลาที่วงแรกกำลังจะเริ่มเล่น เราแสดงผลตรวจ ATK กับพนักงานและสแกนบัตรเพื่อรับริสต์แบนด์เข้าไปในฮอล บรรยากาศอันคุ้นเคยหวนกลับมาอีกครั้ง เสียงเพลงเปิดคลอไปในระหว่างที่วงแรกเตรียมความพร้อม แฟนเพลงทยอยตบเท้าเข้ามาด้านใน จนกระทั่งจอ LED ดับลงและสปอตไลต์ฉายไปบนเวที ผู้ชมพร้อมใจกันส่งเสียงดังลั่นแบบไม่วางท่า เหมือนว่าทุกคนรอคอยเวลานี้มานานแล้วหลังจากที่อั้นไว้มาเป็นปี 

เสียงเอฟเฟกต์กีตาร์หนา ๆ แผ่ซ่านในเวลา 18.10 Telever วงจากนครสวรรค์ สังกัด Brand New Me Records พร้อมแล้ว เปิดประเดิมด้วย Lose ซิงเกิ้ลเพราะ ๆ จาก EP ‘Have a Good Health’ เมโลดี้ดรีมป๊อปสวย ๆ กล่อมเราให้เคลิ้มไป ร่วมด้วยเสียงกลองที่กลองสาดในช่วงท้ายส่งให้อารมณ์เพลงไปต่อได้สุด แต่เหมือนว่าตอนใกล้จบเพลงเสียงกีตาร์ตัวนึงดันไม่ออกในช่วงสั้น ๆ อย่างน่าเสียดาย จากนั้นพวกเขาก็เล่นเพลงจังหวะเร้า ๆ แต่ท้ายเพลงมีความอีโมจัด ๆ เห็นว่าเป็นเพลงใหม่ที่ยังไม่ปล่อยชื่อว่า Today ก่อนจะแนะนำตัวและเล่นเพลง Shattered World ซิงเกิ้ลสนุก ๆ ชวนโยกจาก ‘normalexotic‘ compilation เท่ ๆ ที่จัดให้โดยเพจ The Year Shoegaze Broke รวมมิตรชาวชูเกซ นอยซ์ และโพสต์พังก์ทั้งหลายที่กลายเป็นอัลบั้มในดวงใจใครหลายคน แฟนเพลงกระโดดโลดเต้นเหมือนได้ปลดปล่อยตัวเองจากพันธนาการ

จากนั้นจึงเป็นเพลงจังหวะกลาง ๆ เมโลดี้ไพเราะใน Always ที่ช่วงโซโล่เขียนโน้ตออกมาได้งดงามมาก ๆ กลองช้าหน่วงค่อย ๆ บรรเลงเข้าเพลง Chem ความรุนแรงถาโถมพรั่งพรูไปพร้อมกับความงามในทำนองล่องลอย โอบอุ้มให้คนดูตกอยู่ในภวังค์ของใครของมัน แล้วเสียงผู้หญิง interlude ก็ขึ้นมาก่อนเข้าเพลงเท่ Ghost ซึ่งเป็นซิงเกิ้ลล่าสุดที่ทุกคนพร้อมใจกันโดดแบบสุดตัว ซาวด์กีตาร์หนาและกลองดุดันทำเอาเราโยกคอแทบหลุด จังหวะนั้นเองที่เราได้ยินเสียงคนร้องกันลั่นฮอล จู่ ๆ เราก็ขนลุกซู่เพราะเสียงเชียร์ เสียงกรี๊ด เสียงปรบมือ อะไรแบบนี้นี่แหละที่เป็นบรรยากาศที่เราคิดถึง!!! และเพลงสุดท้ายที่พวกเขาเล่นคือ Us เพลงภาษาไทยเพลงเดียวของวงที่แม้กีตาร์ของนักร้องนำจะมีปัญหา แต่คนดูก็ช่วยกันร้องไม่แผ่ว หลังจากที่ดูวงนี้จบก็พบว่าเป็นวงไทยที่มีเสน่ห์ที่ดึงเอาโพสต์ฮาร์ดคอร์มาผสมรวมกับดรีมป๊อปชูเกซได้กลมกล่อม และเพลงของพวกเขาก็สามารถฟังได้ในหลาย ๆ โอกาส เป็นอีกวงที่น่าติดตามต่อในอนาคต ก่อนพวกเขาจะลงจากเวทีก็บอกว่าเอาโมจินครสวรรค์มาแจกคนดูด้วย ซึ่งวงก็โยนแจกกันตรงนั้นเลย ฮ่า ๆ

เวลาทุ่มตรง Dogwhine วงเท่ที่ผสมผสานร็อกกับแจ๊สเข้าไว้ด้วยกันได้แบบมีลูกล่อลูกชนจาก Sundae Records เริ่มเล่นเพลงเต้นสนุก ๆ อย่าง Masquerade Ball เป็นการอุ่นเครื่อง ท่อนดิสโก้ท้ายเพลงบรรเลงประสานกับเอฟเฟกต์เสียงแตกแบบบิดเกนสุด ร่วมด้วยเสียงแซ็กโซโฟนแสบสันต์ ในใจตอนนั้นคิดว่ากะเอาให้แอมป์ระเบิดพังกันตั้งแต่เพลงแรกเลยเรอะ พลังงานเขามาเต็มจริง ๆ เล่นยาวต่อเนื่องกันไปด้วย Democrazy ที่คนดูช่วยกันร้องพร้อมเพรียง ตะโกนสุดเสียงถามหาประชาธิปไตยที่ไม่มีอยู่จริง แล้วก็บู๊กันต่อที่เพลงสัดส่วนเท่ ทำนองล้อไปกับเพลงมาร์ชราชนาวีใน Apologise for the Monument จังหวะกลองกับกีตาร์กวนทำให้คนดูพากันโยกโดยอัตโนมัติ พอจบเพลง

แสงไฟเปลี่ยนเป็นสีเหลืองนวล กับแซ็กโซโฟนบรรเลงขึ้นมาเหงา ๆ ราวกับว่าทุกคนรู้ว่าเพลงต่อไปคือเพลงอะไรเพียงแค่โน้ตกีตาร์ถูกเล่นขึ้นมาไม่กี่ตัว ใช่แล้ว Unemployment เพลงเหงาคนว่างงานที่ทุกคนพร้อมใจกันส่งเสียง ในเพลงนี้เองที่เครื่อง woodwind แผดร้องอย่างรวดร้าว ขยี้ความรู้สึกของทุกคนจนแหลกละเอียดเป็นผุยผงไปเลยฮะมุง แล้วพวกเขาก็เล่นเพลงใหม่ที่ในความรู้สึกของเราคือมีทั้งความฮาร์ดร็อกแบบ 70s ต้น ๆ 80s แล้วยังมีกลิ่นอายอัลเทอร์เนทิฟ 90s อร่อยหูขนาดคนเริ่มเปิดวงมอชกันแล้ว แล้วจึงเป็นเพลง Leader ซิงเกิ้ลเปิดตัวของพวกเขาที่เอามาเล่นแบบเร็ว ๆ อะดรินาลีนหลั่ง พุ่งพล่านน่าพังข้าวของมาก ๆ และอีกสองเพลงใหม่ที่มีความกราดเกรี้ยว ซาวด์กีตาร์หนาเป็นอาหารเรียกน้ำย่อยให้ลองชิมก่อนไปเจอความมันเต็มรูปแบบในอัลบั้มใหม่ของพวกเขาที่ดนตรีน่าจะเกเรขึ้นหลายเท่าตัว

สแนร์เดือด ๆ ส่งเข้าเพลง Merit ที่เพิ่งปล่อยไปเมื่อปลายปีก่อน โซโล่กีตาร์กับเบสรับส่งกันอย่างเข้าขา คนดูพากันมอชไปรอบ ๆ ส่วนฟรอนต์แมนก็ยกกีตาร์มาละเลงข้างหลังหัวตัวเอง ทุกคนเบรกความมันด้วยการที่วงทักทายคนดูกันสักพัก แล้วความเดือดดาลก็บันดาลขึ้นอีกหลังจากเพลง God Interlude ที่เกริ่นนำเพื่อเข้าสู่ Dog of God เป็นเพลงปิดท้ายความมันของโชว์นี้

คนดูบางส่วนพากันนั่งลงกับพื้น เพราะได้ใช้พลังงานเต้นไปแบบลืมตัวกับสองวงแรก เวลาสองทุ่มนิด ๆ Death of Heather วงอินดี้ร็อก ชูเกซ ดรีมป๊อป ที่ย้ายบ้านหลายครั้งหลายครา ล่าสุดได้ตบเท้าเข้าเป็นสมาชิกคนล่าสุดของค่าย Smallroom ที่เรารู้สึกว่าเป็นอะไรที่ถูกคู่ถูกเบอร์เหลือเกิน เปิดโชว์กันด้วยเพลง New Town จากอัลบั้ม self titled ของพวกเขา ซึ่งคนดูก็เครื่องติดกันตั้งแต่เพลงแรกกันเลย ตามด้วย Moments เป็น interlude ซาวด์กีตาร์อบอุ่นส่งเข้าเพลง In Me อินโทรคุ้นหูเข้าตำรับอินดี้ร็อกปี 2010s ในจังหวะกลาง ๆ ที่แฟนเพลงร้องกันได้คล่องปาก จากนั้นก็เป็นเพลงเท่ ๆ อีกเพลงของวง Hard to Cure น่าจะเป็นครั้งแรกที่เราได้ฟังเพลงนี้แบบสด ๆ เลยทำให้พบว่าเพลงนี้เป็นเพลงที่นอกจากเมโลดี้เพราะแล้ว เวลาเอามาเล่นสดก็สนุก มีความเท่และแสดง potential ของวงได้เต็มพิกัด ยิ่งพอเข้าท่อนพรีฮุกนี่ทำเอาเรากระโดดอย่างบ้าคลั่ง ความดิสทอร์ทหูพร่าหูดับชวนเมาแบบนี้แหละคืออะไรที่คิดถึงมาก ๆ ในคอนเสิร์ต เพราะถ้าฟังอยู่กับบ้านคงไม่ได้ความรู้สึกแบบนี้ ฮือ

จบเพลงนี้วงก็ทักทายด้วยการแนะนำตัวว่า ‘สวัสดีครับ พวกเรา Death of Heather จาก Smallroom’ เรียกเสียงเฮจากคนได้ทั้งฮอล เพราะการก้าวเข้าสู่ค่ายนี้ได้ก็ถือเป็นก้าวสำคัญของแวดวงชูเกซที่จะ ‘รันวงการ’ พาตัวเองและผองเพื่อนในแนวเพลงที่ใกล้เคียงไปเป็นที่รู้จักในวงที่กว้างขึ้นอีกระดับ ในเพลง Brighter ทุกคนก็ร้องตามได้อย่างพร้อมเพรียง ตามด้วยเพลงฮิตของวงอย่าง I Can Tell เสียงกีตาร์สะอาด ๆ เมโลดี้ฟังง่าย ท่อนร้องซ้ำ ๆ ช่วยให้เราพักหูก่อนที่จะไปมันกันต่อใน Living Slow Disaster ที่ก่อนจะเล่น แฟนเพลงก็ตะโกนขึ้นไปว่า ‘LSD’ แวบแรกเรานึกว่าใครจะแปะลิ้นหรอ (ฮา) จริง ๆ เป็นชื่อย่อของเพลงที่เขารู้กันกับเพลงเพราะ ๆ ที่มีช่วงท้ายทรงพลังเพลงนี้

แล้ววงก็นำเพลงใหม่ Pretty Things ที่กำลังจะปล่อยในวันที่ 10 กุมภามาเล่นที่นี่ที่แรก ถือว่า exclusive มาก ๆ แฟน DOH ฟินกันไปเป็นแถบ ๆ และปิดท้ายกันไปด้วยเพลงฮิตอีกเพลงอย่าง Drown ที่ทุกคนน่าจะเฮดแบงกันจนปวดคอ เพราะพวกเขาใส่กันยับ พลังล้นเหลือ มีการโยนกีตาร์ลงไปให้คนดู ปล่อยให้มือกลองโซโล่ ปล่อยเสียงแตกเสียงจี่ให้ลากยาวจนจบ และอีกมากมายที่เมื่อจบ ก็ทิ้งให้เราตัวสั่นเทาไปกับการโดนนอยซ์ทะลวงโสตประสาท เป็นโชว์ที่เข้มข้นมาก ๆ

ถึงเวลาที่ทุกคนรอคอย เมื่อวงเจ้าของงานเปิดอัลบั้มขึ้นมาเซ็ตเครื่องบนเวที ไม่ทันที่พวกเขาจะหยิบเครื่องดนตรีก็มีแฟนเพลงและเพื่อน ๆ ที่มาคอยให้กำลังใจส่งเสียงเชียร์ Hariguem Zaboy กันเป็นระยะ ๆ จนเวลาสามทุ่มกว่า ๆ พวกเขาก็สาดซาวด์กีตาร์แตกพร่าให้เราหูดับเล่น ๆ ในเพลง No Services บอกเลยว่าดิฉันที่ประจันหน้ากับลำโพงคือเตรียมใจหูดับมาแล้ว (รอบหน้าต้องพก earplug แล้วจริง ๆ เพราะหูวิ้งไปสามวัน) ความบ้าคลั่งในเพลงนี้ราวกับว่าพวกเขาระบายความอัดอั้นออกมาไม่น้อยไปกว่าคนดูด้านล่าง กลองกับเบสส่งเสริมกันชนิดที่กะเอาคนดูตายไปเลยตั้งแต่เพลงแรก ส่วนเพลงที่สอง หลังจากที่ฟรอนต์แมนตะโกนเข้าเพลง Pier No.41 เหมือนเป็นการให้สัญญาณความมัน เพราะคนดูก็รวมตัวมอชกันแบบไม่รีรอ

หลังจบเพลง พวกเขาก็สาดเสียงกีตาร์แสบโสตในอินโทรของเพลง The Dell ถือเป็นการเพิ่มเลเวลความเดือดที่เราต้องเก็บมือถือลงไปแปปนึงเพื่อเข้าไปกระแทกตัวในวงมอช ผู้ชมบางคนปีนตู้ขึ้นไปเตรียมจะเซิร์ฟ แต่เหมือนจะถูกทีมรักษาความปลอดภัยห้ามไว้เพราะกลัวอุบัติเหตุ แต่จากที่สังเกตการณ์ก็มีผู้ชมท่านหนึ่งเข้าไปเจรจากับพี่เขาว่า ‘งานนี้มันต้องมีพี่ ขอนะครับ’ แล้วหลังจากนั้นเราก็ได้เห็นชายหนุ่มกลัดมันกระหายบอดี้เซิร์ฟปีนตู้และโดดลงมาท่ามกลางฝูงชนกันคนแล้วคนเล่า ตอนนั้นเองที่อินโทรหลอน ๆ ของเพลง Say Goodbye to Margot เริ่มบรรเลงขึ้นหลังจากที่นักร้องนำกล่าวขอบคุณ Tommy Hanson เพื่อนที่เป็นเจ้าของเสียงร้องของบางเพลงในอัลบั้มที่มาช่วยเขียนเนื้อร้องในเพลงนี้ คนดูตะโกนร้องเฮเป็นจังหวะคลอไปกับเสียงกีตาร์ที่กรีดร้องเหมือนเรากำลังอยู่ในพิธีบูชายัญให้ซาตาน แล้วท้ายเพลงที่เปลี่ยนมาเล่นจังหวะมัน ๆ ก็มีคนเริ่มมอชกันอีกครั้งแทบไม่ได้พักหายใจ 

จากสถานการณ์ที่นักดนตรีเบียร์หมด มือเบสลงไปหยิบเครื่องดื่มพร้อมกับที่พวกเขาก็เตรียมเล่นเพลงคัฟเวอร์ของวงโปรดซึ่งเป็นแรงบันดาลใจอย่างมากในการทำอัลบั้ม ‘John Young Sandwich’ นั่นคือเพลง I’ve Lost You ของวง Beat Happening จากค่าย K Records เพลงต่อไปที่วงกำลังหยิบขวดขึ้นมา หลายคนที่เคยดูโชว์ของพวกเขาจะรู้ว่านี่คือเพลงกะลาสีขี้เมา หรือก็คือ South Pole นั่นเอง มีคนร้องตามท่อนตะโกนประปรายและมีการตบมือเข้าจังหวะกันสนุกสนาน จากนั้นวงก็บอกว่าจะเล่นเพลงจากอัลบั้มใหม่ A Roomful ทุกคนชวนกันตบมือแม้จะไม่รู้เนื้อหรือเคยฟังที่ไหนมาก่อน ตามมาด้วยเสียงร้องเฮ่ และคนคลั่งที่มอชกันไปค่อนฮอล (รวมถึงฉันด้วย) หลังจบเพลง จ้าก็ตั้งสายกีตาร์ที่เพิ่งได้มาใหม่จากภรรยาที่ซื้อให้เป็นของขวัญ และเล่นเพลง Game of Pricks ของ Guided by Voices ซาวด์กีตาร์เท่ ๆ ของเพลงนี้ขึ้นมานี่ขนลุ้กกกก ถือเป็นบุญหูของชาวเรายิ่งนัก ฮืออออ

แล้วก็เป็นเพลงฮิตของอัลบั้มนี้ Mind Trigger จังหวะหน่วง ๆ ซาวด์กีตาร์ทู่ ๆ แบบนี้ก็เรียกพลังให้คนปะทะกันได้ไม่ยั้ง มีคนบอดี้เซิร์ฟกันสองคน และแม้ว่าคลื่นมนุษย์ด้านล่างจะบางเบา หลายคนก็ยินดีที่จะกระโดดลงมาแม้จะรู้ว่าเจ็บตัวแน่ ๆ ต่อด้วย T.N.T.B. Hurt เพลงน่ารัก ๆ ของอัลบั้ม ที่ทุกคนก็ยังมอชกันต่อ แล้วรอบนี้คือมีคนโดดลงมาจากตู้แบบตัวเปล่า ไม่โดดหาคนดูด้วยเอ้อ ก็ดูย้อนแย้งกันดีเพราะชื่อเต็ม ๆ ของเพลงนี้มันมาจากคำว่า ‘Try Not to be Hurt’ หวังว่าจะไม่เจ็บมากนะ แหะ จากนั้นก็เป็นเพลงคัฟเวอร์จากอีกวงโปรดของพวกเขานั่นคือ Yo La TengoTom Courtenay ที่คนดูช่วยกันร้อง ‘ปับปับปาดับปา’ ไปพร้อม ๆ กัน ต่อด้วย Live Wires และ (She Loves Her) Expenzive Hairstyle ที่ชาวร็อกก็มอชและบอดี้เซิร์ฟ (แบบไม่มีคนรับ) กันเป็นบ้าเป็นหลัง โดยไม่มีท่าทีว่าจะหมดแรงหรือกลัวหัวแตกกันเลย ซึ่งบรกแรกก็ปิดท้ายกันไปด้วย Christine Thompson จำได้ว่าตอนนั้นเราเองก็หายใจหอบแล้วเหมือนกัน 

หลังจากที่วงเดินลงจากเวทีไปได้ไม่นาน คนดูก็ร้องอังกอร์และปรบมือเชียร์อย่างคึกคักเพราะไม่อยากให้ขาดตอน สี่ทุ่มครึ่งวงเดินกลับขึ้นมาพร้อมกับการเล่นเพลง Tender Mind จากอัลบั้มแรก ‘Thick Mink’ ที่เป็นเพลงโปรดของใครหลาย ๆ คน ซึ่งเป็นเวอร์ชันที่ถูกรีอะเรนจ์ใหม่ให้เข้ากับเครื่องดนตรีและเอฟเฟกต์ของอัลบั้มปัจจุบัน กลิ่นอายของเพลงยังคงหลงเหลืออยู่จาง ๆ แต่สิ่งที่เพลงทำงานกับแฟนเพลงตั้งแต่ชุดแรกได้ดีคือความรู้สึกที่เติบโตมาพร้อม ๆ กับเพลงของพวกเขา และได้เห็นพัฒนาการที่น่าตื่นเต้นอยู่เสมอ ใครจะไปคิดว่าเวอร์ชันนี้ของเพลงน่ารัก ๆ เพลงนี้จะทำให้เราน้ำตาไหลออกมาดื้อ ๆ ไพเราะงดงามมาก ๆ แต่วงก็ไม่ดึงซึ้งนาน อินโทรเพลงจากอัลบั้มชุดสอง ‘Kart’ นั่นคือ Semi-Sec ที่พอขึ้นมา เหมือนเป็นการไปจุดชนวนอะไรสักอย่างให้คนดูคลั่งกันอีกครั้ง คราวนี้ผมมอชกับเขาไม่ไหวแล้วฮะ ปล่อยวัยรุ่นเขาปะทะกันไปเลย โดยเฉพาะกับในเพลง Echo ที่ปกติพวกเขาจะเอาไว้เป็นเพลงปิดโชว์ ในวันนี้ก็หยิบกลับมาเล่นเป็นเพลงสุดท้ายก่อนลากันไปแบบอ่วม ๆ ฟิน ๆ

เพลง Heroin ของ The Velvet Underground ค่อย ๆ ดังขึ้นเป็นสัญญาณที่ทุกคนต้องแยกย้ายกลับบ้าน แต่ก็ยังมีบางคนที่เต้นกับเพลงนี้ต่อ (ฉันเอง ฮา) ต้องยกให้เป็นโชว์ที่สนุก เต็มอิ่ม ครบรส ประทับใจ หลากหลายอารมณ์มาก ๆ คุ้มค่าแก่การรอคอยจริง ๆ แต่ที่ฟินสุดก็คือการได้กลับมาอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่คุ้นเคย เวที ตู้แอมป์ สปอตไลต์ พื้นเหนียว ๆ จากการที่ทุกคนทำเบียร์หก การมอชและเซิร์ฟแบบไม่กลัวเจ็บ เนื้อตัวโชกเหงื่อ และผู้คนสุดคลั่งที่รักเสียงเพลงแบบเดียวกัน การมองจากข้างนอกเข้ามามันคงดูไม่น่าพิสมัยเท่าไหร่ แต่สำหรับพวกเราที่ผูกพันกับอะไรแบบนี้มานาน หลังจากหายไปพักใหญ่แล้วได้กลับมาเจอกันอีกทีมันช่วยเติมพลังให้เราได้จริง ๆ แหละ ขอบคุณ Have You Heard? และ Be A Bud ที่จัดงานดี ๆ ให้เราได้ดูกันอีกครั้งนะคะ

About the author

อิ๊ก พนักงานประจำที่เขียนบทความดนตรีในเวลาว่าง หรือถ้าไม่ว่างก็สันนิษฐานได้ว่าจะพบเธอที่คอนเสิร์ตหรือปาร์ตี้