ASiA Sound Space : Dear All My Friends! งานดนตรีร็อกที่พาให้ผองเพื่อนที่รักกลับมาพบกันอีกครั้ง

นานแค่ไหนไม่รู้ ที่ไปดูคอนเสิร์ตแล้วร้องไห้เพราะวงเล่นดี หรือบางทีแค่เพราะบรรยากาศมันช่างกินใจ

แต่แล้วการไปคอนเสิร์ตครั้งล่าสุดที่ Brownstone เมื่อคืนก็ทำให้เราเป็นแบบนั้น งาน ASiA Sound Space : Dear All My Friends! ได้รวมเอาวงที่เคยมีผลงานในช่วงยุคโพสต์ร็อก อินดี้ร็อก กำลังผลิบานอย่างงดงามในประเทศไทย ทั้ง Abstraction XL, Hope the Flowers, Summer Dress และ Hariguem Zaboy มาเล่นดนตรีด้วยกันอีกครั้ง ว่ากันตามตรงทั้งศิลปิน และคนที่มางานหลาย ๆ คนก็เคยเป็นเด็ก Panda Records หนึ่งในค่ายเพลงช่วงนั้นที่ทำให้เราได้รู้จักกับดนตรีทางเลือกมากมาย งานนี้เลยเหมือนเป็นงานคืนสู่เหย้าของแฟน ๆ แพนด้า แฟนของวง รวมถึงว่าที่แฟนเพลงรุ่นใหม่ที่พร้อมจะมาสนุกกับดนตรีที่พวกเขาสนใจไปพร้อม ๆ กัน

3 เมษายน 2564 

เวิ้งตรงปากซอยอ่อนนุช 25 ดูเปลี่ยนไปจากที่เราคุ้นเคย เมื่อเจ้าของที่ส่วนนั้นได้ปล่อยพื้นที่ให้ผู้เช่าอื่น ๆ ได้เข้ามาตั้งร้านรวง ทั้งร้านขายต้นไม้ ร้านอาหารตามสั่ง เลยทำให้บริเวณใกล้ ๆ กับ Brownstone ดูมีชีวิตชีวามากขึ้นกว่าที่เคย เราเดินเข้ามาหน้าโกดังตอนเวลาทุ่มตรง ก็ได้พบกับผู้โชคดี (ที่ซื้อบัตรทัน) หลาย ๆ คน ที่พร้อมจะเข้าไปรำลึกความหลังครั้งเมื่อการไปคอนเสิร์ตยังคึกคัก

งานนี้ถือเป็นงานแรกในรอบหลายเดือนของวงดนตรีที่มาเล่นในงานนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการที่ต้องเว้นวางในช่วงเฝ้าระวังโควิด กับอีกส่วนคือพวกเขาตั้งใจพักโชว์เพื่อทำเพลงในอัลบั้มใหม่ให้เสร็จ ทำให้ในงานนี้เราได้ฟังเพลงจากอัลบั้มใหม่ของพวกเขาแบบจุใจทีเดียว

Abstraction XL ขึ้นเวทีในเวลาทุ่มครึ่ง พร้อมกับส่งเสียงกีตาร์หนักหน่วงอื้ออึงเป็นการเรียกผู้ชมให้ตบเท้าเข้ามากระชับพื้นที่ด้านในฮอล ภาพคุ้นชินของเราคือพวกเขาจะเล่นสดกันแค่ 3 ชิ้นเสมอ แต่ครั้งนี้เราเห็นว่า แน็ต มือกีตาร์วง Summer Dress ขึ้นมาร่วมเล่นซินธิไซเซอร์ให้กับวงด้วย เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นที่ได้เห็นวง alternative, psychedelic, stoner rock วงนี้ หยิบเอาเสียงสังเคราะห์มาใส่ในเพลงของวง

เพลงแรกที่พวกเขาเล่นคือเพลงจากอัลบั้มใหม่ Contemplation of death : มรณานุสติ ชื่อว่า รู้แจ้ง เพลงร็อกช้า แต่หนักหน่วงถูกบรรเลงขึ้น พร้อมวิชวลคล้ายอวกาศไกลโพ้นถูกฉายฉาบไปบนเวที คนดูผงกหัวไปพร้อมกับจังหวะเพลง ส่วนวงเองก็ถ่ายทอดอารมณ์ออกมาผ่าน movement บนเวทีอย่างเต็มเหนี่ยว พอเล่นจบ เบิร์ด ฟรอนต์แมนกล่าวทักทายคนดู และขอจูนสายเล็กน้อย เพราะ ลี่ มือเบส เล่นด้วยอารมณ์สุดเหวี่ยง หม่งกีตาร์ไปเมื่อกี้นี้ ทุกคนหัวเราะชอบใจไม่ได้เจอกันเป็นปี พอผมหันไปทางซ้ายทีก็ตกใจ โคตรพร้อมด้านซ้ายของเบิร์ด คือ ลี่ ที่ใส่ bodysuit ลายโครงกระดูก ทำให้รู้ได้ในทันทีว่าพวกเขามีความพร้อม และตื่นเต้นขนาดไหนที่จะได้กลับมาเล่นในวันนี้

จากนั้นก็เป็นเพลง แกว่ง อัลเทอร์เนทิฟร็อกเท่ ๆ ที่ได้เสียงอนาล็อกซินธิไซเซอร์พุ่งพล่าน องค์รวมให้บรรยากาศแบบ desert rock ร้อนผ่าว ด้วยริฟฟ์กีตาร์ไซเคเดลิกเท่ ๆ ทำเอาเราเผลอโยกไปด้วย 

ช่วงนี้เองที่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม แต่พอทำนองของเพลง มองออกไป ดังขึ้น ทุกคนส่งเสียงเฮ และตะโกนออกมาพร้อมกันในเวิร์สแรกที่ร้องว่ามองออกไป สุดสายตา มองออกไป สุดขอบฟ้า’ …ฉันก็เกิดอาการขนลุกซู่ ตามมาด้วยน้ำตาที่เบรกเอาไว้ไม่อยู่จริง ๆ เพราะเพลงนี้เหมือนเป็นเพลงที่เก็บความทรงจำหลายปีก่อนของพวกเราหลาย ๆ คนเอาไว้ ทุกคนที่เคยฟังยังร้องตามได้แม่นยำ เพราะถ้ามาเซิร์ชหาเนื้อร้องในเน็ตตอนนี้ก็ยังไม่มี ศิลปินยิ้มดีใจ ลี่ตะโกนเสียงดังเอาหน่อยเว้ยยยและร้องเพลงไปพร้อมกับเรา ช่วงท้ายของเพลง ลี่ กับ เบิร์ด เล่นกีตาร์เบสรับส่งหยอกล้อกัน เป็นภาพที่ประทับใจมาก ๆ

อยากเล่นมานานแล้ววววสิ้นเสียงตะโกนของลี่ พวกเขาก็เล่นเพลง ลาลับ กับดนตรีสุดดาร์ก ที่เราจะได้ยินเสียงทุบเบสมาเป็นระยะ ๆ ท่วงทำนองขับกล่อมผสานบทสวดพระอภิธรรมมาติกาให้ทุกคนพึมพำตามว่ากุสะลา ธัมมา อะกุสะลา ธัมมาจบจากเพลงนี้ลี่ก็ขอตั้งสายเบสระยะหนึ่ง ก่อนจะเล่นเพลง Deep ดนตรีบรรเลงนัว ๆ หนัก ๆ เป็นลูปยาวนานให้โยกหัว ก่อนจะส่งเข้าท่อนซินธ์พาหลุดไปในอวกาศเคว้งคว้าง แล้วเข้าเพลง วาง ขึ้นมาด้วยโมดูลาร์และลูปเท่ ๆ กับไดนามิกกลองหนัก ที่ปลุกเร้าให้เราร้องตามกันในฮุกที่น่าจะได้แรงบันดาลใจมาจากเพลง วันวานหยังหวานอยู่ ของวง แมคอินทอช ที่จะร้องว่ากลับมาเถิดวันวาน วันวานที่อาลัยแต่วงนำมาร้องกลับกันเป็นปล่อยไปเถอะวันวาน วันวานที่หายไปต้องอธิบายเล็กน้อยว่าเนื้อหาส่วนใหญ่ของเพลง Abstraction XL จะพึงระลึกถึงความไม่แน่นอนของชีวิต และพูดถึงการละทิ้ง ปล่อยวางอยู่เสมอ ๆ 

มาถึงเพลงสุดท้ายที่วงจะเล่น เดาว่าจริง ๆ วงมีเพลงที่จะเล่นเยอะแต่ว่าไม่อยากให้กินเวลาวงอื่นเลยตัดจบโชว์ตัวเองในเพลง จบลงs มาในดนตรีบริตป๊อปฟังเพลิน ดูจะเป็นจังหวะสนุก ทำนองสดใสที่สุดในเซ็ตลิสต์ที่วงตั้งใจนำมาเล่นในวันนี้ ทำให้เราได้เห็นอีกด้านหนึ่งของวงที่คาดไม่ถึง แต่เสียดายมากเพราะมั่นใจว่าแฟนเพลงอยากให้วงเล่นนานกว่านี้ แต่ไม่เป็นไร หวังว่าวงจะมีเล่นงานต่อในไปเร็ว ๆ นี้

เราออกไปพักหายใจ ซื้อเบียร์ อัดควันเข้าปอดสักมวน แล้วกลับมาต่อที่วงที่สอง Hope the Flowers วงโพสต์ร็อกที่เดินทางมาจนเข้าขวบปีที่แปด ระหว่างทางเรามีโอกาสได้เห็นการเติบโตของสไตล์ดนตรี ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงของสมาชิกวงอยู่หลายครั้ง แต่สิ่งที่ยังเหมือนเดิมคือ ฮอน ฟรอนต์แมน ยังเชื่อในสิ่งที่ตัวเองทำ และยืนหยัดต่อสู้มาแม้หลาย ๆ อย่างจะไม่ได้เป็นอย่างหวัง แต่เพราะความหวังนี่ไง ที่ทำให้พวกเขาเบ่งบานอย่างงดงาม ซึ่งโชว์เมื่อคืนนี้ก็เป็นการพิสูจน์ความสามารถและความตั้งใจของพวกเขาจริง ๆ 

เพลงแรก Warchestra เป็นเพลงที่ค่อนข้างมีจังหวะจะโคน มีความหนักหน่วงขึ้นมากกว่าที่จำความได้ เพราะช่วงแรก ๆ เพลงของวงจะมีความสว่างไสว เมโลดี้ไพเราะ แต่คราวนี้ดนตรีมีความเข้มข้น ดุดันขึ้น ร่วมด้วยการได้ มีน มือทรัมเปตมาเป็นสร้างส่วนผสมใหม่ ๆ ในเพลง จังหวะที่แผดเสียงทองเหลืองออกมาคือกร๊าวใจ ฟังไปสักพักเราก็นึกขึ้นมาได้ว่า อันที่จริงเราก็ไม่ได้ฟังโพสต์ร็อกมานานแล้วเหมือนกัน และจังหวะที่ได้กลับมาฟัง Hope the Flowers ในคืนนี้มันสดชื่นและแปลกใหม่มาก ทว่าก็ยังมีสิ่งคุ้นเคยที่เราโหยหาปรากฏให้เห็น คือภาพของกลุ่มคนโยกหัวตามริฟฟ์กีตาร์ บ้างก็ตามจังหวะกลอง อาจจะมีคนคิดว่าทำไมบางคนชอบกอดอกยืนดู หรือชอบทำตัวอิม ๆ เราเข้าใจว่าหลายคนที่มาดูไม่ใช่คนที่เข้ากับคนเก่ง แต่ตั้งใจมาฟัง มาดูโชว์ และการทำตัวนิ่ง ๆ อยู่กับตัวเอง หรือโยกตัวโยนอยู่คนเดียว เป็นวิธีนึงที่พวกเราจะได้ปลดปล่อยตัวเองให้สนุกไปกับอารมณ์เพลงเท่านั้น ช่วงหลังของเพลงมีความเป็นเมทัล โดยให้ทรัมเปตลีดขึ้นมาอีกครั้ง อานุภาพการทำลายล้างทรงพลัง รุนแรงมาก

เพลงต่อมา Surrealist Time มีความเป็นโดรนในช่วงอินโทร มีน สลับไปร้องคอรัสโดยใช้ไมค์ที่ติดอยู่ปลายทรัมเปตของตัวเองนั่นแหละ สักพักเราก็เห็นเธอเปลี่ยนไปเล่นไวโอลิน คืองงมาก multi-instrumentalist เกินไปแล้ว แล้วท่าทีของเธอคนนี้ก็เมามันมาก ๆ สำหรับเพลงนี้ ตัวดนตรีมีความดำมืด นำเสนอชั้นเชิงในการเรียบเรียง ช่วงกลางของเพลงได้อารมณ์พังก์ ๆ แล้วส่งต่อไปในช่วงท้ายที่เข้าขนบเมทัล กลายเป็นว่าตอนนี้โฮป ฯ ได้กลายเป็นโปรเกรสสิฟร็อกไปแล้ว (ฮา) 

จากนั้นก็เป็นเพลงที่ฮอนบอกว่าจะขอเปิดเนื้อเพลงดูไปด้วย เพราะปกติเขาไม่ค่อยร้อง ซึ่งเราก็ไม่ได้คาดคิดว่าเพลงนี้พวกเขาจะเอาบีตอิเล็กทรอนิกของแทร็ปและแร็ปเข้ามาใส่ใน Interlude II ซึ่งฉันกับเพื่อนที่เป็นแฟนเพลงวงนี้ถึงกับหันไปมองหน้ากัน ว่านี่มันอะไรกันครับเนี่ยยยยยเกินความคาดหมายไปมาก ๆ และฮอนก็โชว์พ่นไรห์มสุดโฟลวออกมาได้ถึงอารมณ์ เนื้อหาประมาณว่าบ่น ๆ แล้วก็ด่าทั่นผู้นำคนนั้นอะแหละ พอช่วงแทร็ปผ่านไปก็เข้าโหมดดนตรีร็อกของ Nightmare Totem ฮอนสลับไปเล่นคีย์บอร์ดกดโน้ตวนลูปไป ส่วนมีน ทั้ง ๆ ที่เล่นไวโอลิน แต่อินเนอร์การโยกนี่โคตรร็อก ช่วงก่อนจะจบเพลงมีบีตกลับเข้ามา และเชื่อมเข้าพาร์ตร็อกหนักหน่วงทะลุฝ้า เท่แบบไม่ไหวแล้ว

อีกเพลงจาก อัลบั้ม Sonorous Faith PT​.​1 ชื่อ Shout out for the Sea ดนตรีร็อกหนักที่สอดแทรกเมโลดี้ไพเราะ สดใส คลอไปข้างหลังตามแบบฉบับ Hope the Flowers ที่เราคุ้นเคย เสียงกีตาร์กับคีย์บอร์ดใส ๆ นำทำนองไปเรื่อย ๆ ก่อนจะส่งเข้าท่อนสาด ๆ ที่ถึงจะรุนแรงแต่เรารู้สึกว่ามันงดงาม ทรัมเปตขึ้นมาลีด ปราสานกับเครื่องดนตรีชิ้นอื่น ๆ ในช่วงท้ายเพลง เป็นอะไรที่รู้สึก magical ดีงามมาก ก่อนจะเล่นเพลง Sunlight ที่ให้กลิ่นอายดนตรีพื้นเมืองอีสาน กีตาร์ของฮอนถูกบรรเลงออกมาในลักษณะคล้ายพิณ เลยทำให้คนดูบางส่วนส่งเสียงเชียร์ เอิ้ว ๆ เหมือนอยู่ในวงหมอลำ ในช่วงที่ร้องประสาน ฮอนก็บอกให้คนขึ้นมาช่วยร้อง ก็มีผู้กล้าขึ้นมานำร้องในตอนท้าย 

จนถึงเพลงสุดท้าย Forever ที่ดูเหมือนเหล่าผู้ฟังจะรู้จักเพลงนี้กันเป็นอย่างดี ทุกคนดู hyped กันมากและโยกไปตามทำนองแบบสุดตัว ช่วงท้ายมีการบอดี้เซิร์ฟมือกีตาร์ของวงด้วย สุดจัด พอจบเพลงดิฉันหันไปเห็นเพื่อนน้ำตาพราก ส่วนมันก็ชี้มาที่ดิฉันว่า เราก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่ (ฮา) ประทับใจมาก ๆ รู้สึกคิดถึงบรรยากาศที่ทุกคนโยกแบบไม่ลืมหูลืมตาและปล่อยให้ตัวเองถูกกลืนเข้าไปในเสียงกีตาร์อื้ออึงเหล่านี้

ช่วงพักเบรก 15 นาทีทำให้เราออกมาแวะเข้าห้องน้ำ กลิ่นสมุนไพรอบอวลในบริเวณนั้นทำเอาเราอยากจะขอแบ่งปันด้วย แต่กลัวจะทำหน้าที่ได้ไม่เต็มที่ คืนนี้ยังอีกไกล!

พอทำธุระเสร็จก็ทันกับเวลาที่ Summer Dress ขึ้นเล่นพอดี เรามีโอกาสได้ดูวงนี้ค่อนข้างบ่อยในช่วงนี้ ซึ่งก็ถือว่าเป็นจังหวะดีที่วงจะได้เล่นสดเพื่อซัพพอร์ตการขายอัลบั้มชุดที่ 3 Ui ของพวกเขาด้วย แต่การได้ดูวงเล่นที่ Brownstone ให้ความรู้สึกที่ต่างไปจากหลาย ๆ งาน ได้ความรู้สึกใกล้ชิด และช่วยส่งอารมณ์ดนตรีให้สนุกขึ้นไปอีกระดับ เพราะงานนี้บัตร sold out อย่างรวดเร็ว สัมผัสได้ถึงความตั้งใจของผู้ชมที่ตั้งใจจะมาดูวงเหล่านี้ (ไลน์อัพนี้ไม่ได้จะรวมตัวกันได้บ่อย ๆ)

เพลงแรกขึ้นมาด้วยดนตรี muzak สุดเพลิดเพลินใน 1-10 สาว ๆ แถวหน้าช่วยกันตะโกนร้องอย่างพร้อมเพรียงว่าถ้าคุณคิดว่าอยากจะเป็นผู้นำ คุณอาจต้องดำน้ำนับให้ได้ 1-10’ เอาจริง ตั้งแต่ร้อง ๆ ตามมาเราก็ไม่ค่อยแน่ใจความหมายที่แท้จริงของเพลงนี้เท่าไหร่ แต่ก็ร้องตามไปเพราะฟีลมันได้ (ฮา) จุดที่เรายืนเป็นส่วนที่อยู่ใกล้แอมป์กีตาร์ ทำให้ได้ยินเสียงกีตาร์ของแน็ตค่อนข้างชัดในโชว์นี้ แล้วพาร์ตของเขาก็ดีเอามาก ๆ จากนั้นก็ส่งเข้าเพลงที่ให้บรรยากาศคล้ายกัน Marie Kondo จากอัลบั้มใหม่ ซินธิไซเซอร์ซาวด์วินเทจให้ความรู้สึกพร่างพราว ขี้เล่น ก่อนจะนำไปสู่เพลงดาร์ก ๆ ของวงที่ชื่อ My Sin ซึ่งความน่าสนใจในเพลงนี้คือ เป็นเพลงที่แฟน ๆ ตั้งใจร้องตามในท่อนคอรัส โดยไม่ลืมการกระแทกเสียงใส่อารมณ์ คือเดาว่าไม่ค่อยมีวงไหนที่แต่งเพลงด่าตัวเองแรง ๆ แบบเพลงนี้แหละมั้ง ซึ่งก็มีหลายคนที่มีความรู้สึกร่วมและคงจะได้รับการปลดปล่อยไปพร้อม ๆ ในท่อนกูนี่แย่เอง ไม่ต้องโทษใคร แสงสปอตไลต์ ส่องที่กูในทันใด โทษเทวดาฟ้าดินก็ไม่ใช่ ตัวกูน่ะเหี้ยเอง ไม่โทษเทวดา

จากนั้นก็เป็นเพลง 3 Mins จากชุดใหม่เช่นกัน ซึ่งนี่น่าจะเป็นโชว์แรกที่เราได้ยินพวกเขาเล่นเพลงนี้แบบสด ๆ มีท่อนจำที่ร้องว่าไอ้น้องใจเย็น อย่าเพิ่งเล่นยา พี่ขอเวลา สัก 3 นาทีก็ทำให้นึกถึงเพลง โดเรมี ของ เบนซ์ พรชิตา ที่เคยโด่งดังในอดีต และการเขียนเนื้อแบบไร้ที่มาที่ไป ติดแซวหน่อย ๆ ก็เป็นความขี้เล่นฉบับของ Summer Dress แบบที่เราคุ้นเคยมาตั้งแต่อัลบั้มแรก ส่วนดนตรีที่มีซินธิไซเซอร์ซาวด์มีความเป็นพวก pioneer electronic composers ช่วง 60-70s ชอบการประสานเสียงในเพลงนี้ ที่เข้ากันมาก ๆ กับลูปกลองกับเบส พร้อมทั้งกีตาร์ดีเลย์เคว้งคว้างหลุดวงโคจร แต่พอฟังแล้วองค์รวมของเพลงแบบที่เล่นสดจะต่างจากในอัลบั้ม ทำให้นึกถึงพวกเพลงป๊อปยุค Sarah Records อยู่เหมือนกัน เต้นสนุกมาก แอบเห็นว่ามีคนชูไม้ชูมือกรีดกราย ประกอบกับวิชวลสีสันเมามาย ดูเพลินสุด ๆ 

ต่อด้วยเพลง Ui ที่ผู้ชมช่วยร้องกันตั้งแต่ท่อนแรก ซินธิไซเซอร์และไลน์กีตาร์ลีดสุดเท่ทำเอาเราโยกสุดตัว ยิ่งท่าเล่นกีตาร์ของ เต๊นท์ นักร้องนำ ก็สุดเหวี่ยงมาก ๆ (สังเกตว่ายิ่งเล่นยิ่งมันนะอัลบั้มนี้) ตามด้วย The Beatles Feaver ที่ยังมีคนช่วยกันร้อง มีการช่วย chant ‘ว่า ว่า ว่ากันในท่อนพรีฮุกอย่างเมามัน ซึ่งวงก็เล่นไปครึ่งเพลงก่อนจะตัดเข้า Fancy II เพลงบรรเลงสุดปั่น สุดเร้า จากชุด Serious Music มีคนช่วยตะโกนกันว่าเอ้ย เอ้ย เอ้ยและมีช่วงนึงที่เหมือนเต๊นท์น่าจะเอาเนื้อและทำนองเพลง Unlovable ของวง Mild ช่วงก็รู้ ว่าฉันไม่มีความหมายแบบไม่ได้เป๊ะทุกคำ มาร้องแทรกเข้าไปทำเอาเราขำปลิ้น ก่อนจะร้องวน ๆ สักอย่างว่า ‘in the afternoon’ ในช่วงหลังแบบโชว์ที่แล้วที่งาน Shh! Animal Dancing ซึ่งท้ายเพลง คนก็ยังตะโกนร้องเฮ่ เฮ่ เฮ่กันอย่างต่อเนื่อง 

และในเพลง ความรู้สึกที่ไม่ใช่ แทร็คแรกสุดซิ่งในอัลบั้ม Ui ไม่มีใครคาดคิดว่าจะมีคนบอดี้เซิร์ฟ! (ทีมงาน Nifty ของเราเองจ้ะ) น่ายินดีที่ฉันเกิดในยุคที่ได้เห็น Summer Dress ร็อกระเบิดระเบ้อ ทำเอาคนดูแตกฮือและเป็นบ้ากันหนักข้อมาก ส่วนเพลงสุดท้ายที่มีคนรีเควสต์ตั้งแต่เพลงแรกยังไม่ทันเล่น คือ แพ้ทอม งานสร้างชื่อจากชุด Activity ก็ถูกเล่นเป็นเพลงสุดท้าย วัยรุ่นงานนี้เขาก็กระโดดโลดเต้นและแหกปากกันโดยไม่ห่วงลุค มีคนถอดเสื้อและกระโดดขึ้นเวที เป็นอะไรที่คลั่งมาก สนุกจังโว้ย 

และแล้วปาร์ตี้ก็เดินทางเข้าสู่ช่วงสุดท้าย สี่ทุ่มห้าสิบ Hariguem Zaboy ก็พร้อมแล้วที่จะถ่ายทอดเพลงสุดดิบจากอัลบั้มล่าสุดของพวกเขาให้ผู้ชมที่มานั่งรอกันหน้าเวทีตั้งแต่วงยังไม่ขึ้นเล่น เราจำได้ว่าตอนวงให้สัมภาษณ์ พวกเขาอยากให้อัลบั้ม John Young Sandwich รวมไว้ด้วยเพลงที่วงจะได้เล่นสดแบบสนุก ๆ และคนฟังทุกคนจะได้สนุกไปด้วย ซึ่งในวันนี้ พวกเขาทำได้อย่างที่ตั้งใจ เพราะ คนดูมอชและบอดี้เซิร์ฟกันตั้งแต่เพลงแรกกันเล้ย! 

เรายังคงยืนอยู่ตรงหน้าตู้แอมป์กีตาร์ ทำให้ได้ยินเสียงกีตาร์ของจ้าเต็ม ๆ ซึ่งก็คือ ดังมากกกก รู้เลยว่างานนี้น่าจะมีอาการหูดับแน่นอน (แต่นี่คือสิ่งที่ถูกต้องแล้วสำหรับดนตรีสไตล์นี้) ไม่นานเสียงกลองทุ้ม กับกีตาร์ลูปวิ่ง ๆ พร้อมเสียงตะโกนของจ้า ในเพลง No Services ปลุกเร้าให้คนดูบางส่วนเริ่มกระโดดไปรอบ ๆ ก่อนจะเป็นเพลง Pier No. 41 กับเสียงกลอง โป๊ะตะดะดึ่ง และกีตาร์นอยซ์สุดเร้า ตามด้วย The Dell กีตาร์โน้ตเดียวที่ถูกเล่นออกมาเป็นคอร์ดทื่อ ๆ และเมโลดิกกีตาร์ที่ไม่มีความปรานี กับกลองวิ่ง ๆ และเบสหนัก ๆ ที่เข้าขากันดีกับจังหวะกลองทำให้ฉันหัวเหวี่ยง หันไปด้านหลังเห็นคนบอดี้เซิร์ฟกันอีกครั้ง มีคนปีนขึ้นไปบนผ้าที่ถูกทำเป็นพร็อพตกแต่งเวที แล้วเหวี่ยงตัวเองไปด้านหลังเพื่อให้คนดูคนอื่น ๆ ช่วยประคองตัว 

ต่อด้วย Say Goodbye to Margot ที่ได้ยินเสียงกีตาร์เคว้งคว้าง บิดเบี้ยว และเบสดรัมหน่วง ๆ จ้า ใช้อุปกรณ์คล้าย ๆ โทรโข่งแปลงเสียงเขาให้มีความทู่ กู่ก้อง บอกเล่าเรื่องราวประหลาดของสองพี่น้องในท้องเรื่องของเพลงนี้ จากนั้นก็เป็น The Teenage Letter เพลงสุดน่ารักของวงกับซาวด์กีตาร์สดใส ความ hooligans ในแบบที่ดิบและสนุกสนาน ทำให้ทุกคนพร้อมใจกันสร้างมอชพิต มีเซอร์เคิลพิตเป็นระยะ ๆ ก่อนที่ทุกคนจะวิ่งกระโจนเข้าหากัน เมโลดี้กีตาร์และเบสของเพลงนี้เป็นอะไรที่เข้ากันมาก

ได้จังหวะที่ทุกคนได้พักหายใจกันใน ‘เพลงเคาะขวด’ จ้าเอาขวดกลมแสงโสมขึ้นมาเคาะกันในเพลง South Pole คนดูบางส่วนและสมาชิกวงคนอื่น ๆ ช่วยกันร้องตะโกนในวรรคสุดท้ายที่เขาร้อง ได้บรรยากาศงานสังสรรค์ของชาวเรือ ก่อนจะเล่น Mind Triggers อีกเพลงเมโลดี้น่ารักที่มีเสียงกีตาร์ทื่อ ๆ เป็นเอกลักษณ์ แต่พอเล่นไปสักพักก็ประสบปัญหาปลั๊กหลุด ทำให้ทีมงานต้องช่วยกันแก้ไข เมื่อเรียบร้อยวงก็เริ่มเล่นใหม่อีกครั้ง โดยที่วงมอชยังไม่มีท่าทีว่าจะเหนื่อยหอบ ใครถนัดบอดี้เซิร์ฟก็ตะกายตัวเองขึ้นไปอีกครั้ง เริ่มมีคนถอดเสื้อชุ่มเหงื่อออกและทุ่มตัวเองเข้าไปในวงล้อมชายฉกรรจ์ และเป็นเพลง T.N.T.B Hurts เพลงจังหวะกลาง ๆ เมโลดี้น่ารักติดหู ที่พอจะให้เราได้หายใจหายคอกันอีกเพลงก่อนจะกลับเข้าสมรภูมิต่อ

…จุดนี้รู้สึกว่า ต้องขอเข้าไปมอชบ้างละ ร่างกายต้องการการปะทะ! ความอันเดอร์กราวด์หนักหน่วงของกลอง กีตาร์ เบส ในเพลง Live Wires ทำเอาเราเซไปชนคนนั้น คนนี้ที ผลักเขาซักที แต่พอโดนเตะเข้าที่แข้ง แปปนึงก็ออกมายืนเป็นกำแพงกันคนที่อยากยืนดูเฉย ๆ ให้ (ห่างหายจากวงมอชไปนาน ยังไม่ค่อยชิน ฮา) แต่เราจะบอกทุกคนเสมอว่ามอชพิตไม่ได้น่ากลัว โอเคมันอาจจะเจ็บตัว แต่ถ้าเกิดว่ามีใครล้มลงไป จะมีคนช่วยกันพยุงถึงคุณขึ้นมาจากพื้น หรือไม่ปล่อยให้คุณหน้าทิ่มลงไปง่าย ๆ อยู่เสมอ

ต่อด้วยการได้ยินจ้าตะโกนว่า “She loves her!” ซึ่งคือเพลง (She Loves Her) Expensive Hairstyle เพลงเร้า ๆ ที่ถูกปล่อยออกมาเป็นซิงเกิ้ลแรกของอัลบั้มชุดล่าสุด และปิดท้ายกันไปด้วย Christine Thompson ที่เราก็เข้าไปโดดอยู่ในวงมอชอีกรอบ จนทุกอย่างเงียบลงในเวลาห้าทุ่มครึ่งพอดี ทุกคนเดินออกจากฮอลด้วยตัวชุ่มเหงื่อ วันรุ่งขึ้นอาจจะมีรอยฟกช้ำตามตัวบ้าง ส่วนเรานั้น กว่าจะรู้ตัวอีกทีว่าหูดับไปแล้ว ก็คือตอนที่ได้ยินเสียงตัวเองเวลาคุยกับเพื่อน เป็นเสียงแบบตอนที่จ้าพูดผ่านโทรโข่งจิ๋วของเขา รอบหน้าจะเตือนตัวเองให้ไม่ลืมเอา earplug ไปด้วย แหะ

และนั่นก็คือบรรยากาศทั้งหมดของ ASiA Sound Space : Dear All My Friends! งานที่ทำให้เราได้กลับมาพบปะกับเพื่อน ๆ ผู้รักในเสียงดนตรี และได้ดูวงดนตรีที่เรารักเล่นด้วยกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาในบรรยากาศอันคุ้นเคย หวังว่าเราจะได้ดูพวกเขา และอีกหลายวงที่เราคิดถึงในอีเวนต์ต่อ ๆ ไป ที่ที่เสียงกีตาร์ เบส กลอง จะโอบอุ้มเราไว้ คอยจุดไฟในตัวให้ลุกโชนได้อีกครั้ง

 

ขอขอบคุณ ภาพ cover โดยคุณแชมป์ AVADA, ASiA Sound Space

About the author

อิ๊ก เนิร์ดดนตรีที่เพิ่งกล้าเรียกตัวเองว่าเป็นนักเขียนตอนอายุ 25 ชอบเดินเร็ว นอกจากขนมปังกับกาแฟดำแล้วก็สามารถกินไอศกรีมกับคราฟต์เบียร์แทนมื้อเช้าได้